ประชาไท Prachatai.com's Avatar

ประชาไท Prachatai.com

@prachatai.com

754
Followers
0
Following
4,271
Posts
08.02.2024
Joined
Posts Following

Latest posts by ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com

Preview
แม่พลทหารร้อง ลูกชายถูกรุ่นพี่ 9 คน 'ซ่อมวินัย' เจ็บสาหัส คดีไม่คืบ แม่พลทหารร้อง ลูกชายถูกรุ่นพี่ 9 คน 'ซ่อมวินัย' เจ็บสาหัส คดีไม่คืบ Pazzle Wed, 2026-03-11 - 17:16 นิชนันท์ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน โพสต์แม่พลทหาร ธ. ร้องเรียน ลูกชายถูกครูฝึกสั่งให้พลทหารรุ่นพี่จำนวน 9 คน“ซ่อมวินัย” จนบาดเจ็บสาหัส ตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่คดีไม่คืบหน้า โดยพลทหาร ธ. เป็นทหารเกณฑ์ในค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา ถูกซ่อมวินัยโดยให้นั่งคุกเข่า เตะเข้าที่ท้อง และใช้ท่อนเหล็กตีหลังวนแบบนี้อยู่ 3 รอบ จนเป็นเหตุให้พลทหารกฤตานน พลจันทึก เพื่อนทหารที่ถูกซ่อมวินัยพร้อมกันเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ส่วนพลทหาร ธ. บาดเจ็บสาหัสนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่กว่า 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ทางหน่วยงานยังได้เอาเงินมาให้พลทหาร ธ. 2,000 บาท แต่ให้เซ็นเอกสารเหมือนได้รับเงินเยียวยา 60,000 บาท แม่พลทหาร ธ. มีความแคลงใจในเรื่องนี้ และกลัวว่าเรื่องเกิดขึ้นกับลูกชายจะเงียบหายไป   11 มี.ค. 2569 นิชนันท์ วังคะฮาต อดีตผู้สมัคร สส. ชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน โพสต์ระบุ แม่พลทหาร ธ. ร้องเรียนขอให้ตรวจสอบกรณีลูกชายถูกครูฝึกสั่งให้พลทหารรุ่นพี่จำนวน 9 คน“ซ่อมวินัย” จนบาดเจ็บสาหัสตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดนเคสนี้สืบเนื่องจากกรณีการเสียชีวิตของพลทหารกฤตานน พลจันทึก สังกัดกองพันพัฒนาที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 เนื่องจากพลทหาร ธ. เป็นหนึ่งในพลทหารที่ถูกทำร้ายร่างกายพร้อมพลทหารกฤตานน โดยระหว่างคืนวันที่ 9 – 10 ม.ค. 2569 พลทหารกฤตานน พลทหาร ธ. และทหารเกณฑ์อีกหนึ่งราย ถูกนายทหารประทวน และทหารกองประจำการในหน่วยสังกัดเดียวกัน ร่วมกันทำร้ายร่างกาย โดยอ้างว่าเกิดความไม่พอใจที่ทหารเกณฑ์ทั้ง 3 คน กระทำผิดระเบียบในหน่วย การกระทำนี้ส่งผลให้ พลทหารกฤตานนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ณ โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ส่วนพลทหาร ธ. และทหารเกณฑ์อีกหนึ่งรายได้รับบาดเจ็บ นิชนันท์โพสต์ข้อความเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ที่ ทบ. ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ครูฝึก หมู่เปี๊ยก และพลทหารรุ่นพี่รวมทั้งหมด 9 คน มีการซ่อมวินัยพลทหาร 3 นาย โดยการเตะ ต่อย ตี และใช้ความรุนแรง แม่พลทหาร ธ. ระบุว่า คืนวันที่ 10 ม.ค. 2569และมีการนำตัวพลทหารกฤตานนที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล และเสียชีวิตในวันที่ 11 ม.ค. 2569 โดยคืนวันที่ 10 ม.ค. 2569ทางหน่วยไม่ได้พาพลทหาร ธ. ที่ได้รับบาดเจ็บเช่นกันไปส่งโรงพยาบาลทันที แต่พารักษาในค่าย จนถึงวันที่ 11ม.ค.2569 ทางหน่วยถึงได้ส่งตัวพลทหาร ธ. ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล แม่ของพลทหาร ธ. ได้รับโทรศัพท์จากทางหน่วยในวันที่ 11 ม.ค. 2569 ว่าลูกชายป่วยไตวายเฉียบพลัน ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจึงได้ไปเยี่ยม แม่พลทหาร ธ. ตั้งคำถามว่าทำไมทางหน่วยถึงไม่แจ้งตามตรงว่าลูกชายถูกทำร้ายร่างกาย เมื่อมาถึงพลทหาร ธ. มีบาดแผลตามตัว ตามภาพประกอบ เจ้าตัวไม่ได้สติ พูดไม่ได้ จนถึงวันที่ 13 ม.ค. 2569 ถึงเริ่มกลับมาพูดสื่อสารได้ และต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนานกว่า 2 สัปดาห์ พลทหาร ธ. เป็นทหารผลัด 2/2568 เริ่มฝึกวันที่1 พ.ย. 2568 โดยเจ้าตัวได้สมัครมาเป็นทหารเกณฑ์ 1 ปี หวังต่อยอดสอบนายสิบต่อ พลทหาร ธ. เล่าเหตุการณ์ให้แม่ฟังว่า หลังฝึกเสร็จเดือน 3 เดือนแรก ได้พักให้กลับไปเยี่ยมบ้านครั้งแรก 10 วัน เมื่อกลับไปฝึกอีกครั้งทางหน่วยตรวจเจอว่าปัสสาวะสีม่วง เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แต่ทางครอบครัวตั้งคำถามว่าเหตุใดการทำผิดวินัยถึงต้องถูกทำร้ายร่างกายหนักขนาดนี้ ทั้งที่มีหลักการไม่ต้องแตะเนื้อต้องตัวพลทหาร โดยพลทหาร ธ. บอกกับแม่ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า หลังทานข้าวเสร็จ เข้าโรงนอน ครูฝึก หมู่เปี้ยก ให้พลทหารรุ่นพี่ผู้ช่วยครูฝึก รวม 9 นาย ทีมละ 3 นาย มานำพลทหาร ธ. พลทหารกฤตานน และพลทหารอีกคนหนึ่งออกจากโรงนอน โดยใช้ผ้าคาดปิดตา แล้วจูงพาเดินออกมา ที่่ถ้ำเสือ พอมาถึงก็ให้นั่งคุกเข่าและเตะเข้าที่ท้อง ใช้ท่อนเหล็กตีหลัง จน 3 คน ไม่ไหว ก็พาจูงมานอนพัก ประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากนั้นก็มาจูงไปรอบใหม่ ทำแบบเดิมถึง 3 รอบ ในคืนเดียวกัน พลทหารกฤตานนอาการหนักกว่าเพื่อนหมดสติและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนพลทหาร ธ. รักษาตัวในค่ายก่อนนำส่งโรงพยาบาล พลทหาร ธ. ระบุว่า ระหว่างถูกซ่อมหมู่เปี้ยกเหมือนมีอาการเมาเหล้า โดยทางหน่วยได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และมีสอบปากคำพลทหาร ธ. ไปแล้ว ทางหน่วยแจ้งว่าจะเยียวยาให้ครอบครัวตั้งแต่วันแรกที่แม่มาถึงโรงพยาบาล ซึ่งครอบครัวได้รับเงินช่วยเหลือจากทางค่ายมา 10,000 บาท และให้ทหารรุ่นพี่ทั้ง 9 คนมาขอขมา แม่พลทหาร ธ. ระบุว่า เข้าใจทหารรุ่มพี่ที่ถูกบังคับมาอีกที ปัจจุบันทหารรุ่นพี่ทั้ง 9 คนถูกคุมขังอยู่ในคุกเรือนจำพลเรือน แต่คดีความยังไม่คืบหน้า และยังไม่มีตำรวจติดต่อครอบครัวมาเลย เงินเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรมที่นิชนันท์ช่วยประสานกับกระทรวงยุติธรรมและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกำหนดเข้าที่ประชุมวันที่ 31 มี.ค. 2569 ส่วนเงินเยียวยาจากทางหน่วยงานทหารเดิมว่าจะมีเงินประกันมอบให้ครอบครัว แต่ตอนนี้บอกว่าไม่ได้แล้ว เพราะไม่เข้าข่าย และทางหน่วยงานเอาเงินมาให้พลทหาร ธ. 2,000 บาท แต่ให้เซ็นเอกสารเหมือนได้รับเงินเยียวยา 60,000 บาท แม่พลทหาร ธ. มีความแคลงใจในเรื่องนี้และกลัวว่าเรื่องจะเงียบหายไป ส่วนตัวไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับลูกใครอีก อยากให้กองทัพบกมีมาตรการป้องกันแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก   * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * นิชนันท์ วังคะฮาต * ทหารเกณฑ์ * ค่ายสุรธรรมพิทักษ์
11.03.2026 10:25 👍 0 🔁 2 💬 0 📌 0
Preview
เผยเรือสินค้าไทยถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ เผยเรือสินค้าไทยถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ auser15 Wed, 2026-03-11 - 16:30 Thai PBS รายงานอ้างองค์การการเดินเรือแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานมีเรือสินค้า 3 ลำถูกโจมตีที่ช่องแคบฮอร์มุซ โดยมี 1 ลำที่เกิดเพลิงไหม้ ทราบชื่อเรือ Mayruree Naree ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ส่วนอีก 2 ลำเป็นเรือสัญชาติญี่ปุ่น 11 มีนาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า สำนักข่าว Seatrade Maritime ของอังกฤษ รายงานอ้างอิงข้อมูลจาก องค์การการเดินเรือแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) ว่า มีเรือบรรทุกสินค้า 1 ลำ เกิดไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากถูกวัตถุไม่ทราบชนิดโจมตี ห่างจากโอมาน 11 ไมล์ทะเล ลูกเรือกำลังอพยพออกจากเรือและได้ขอความช่วยเหลือ ในรายงานล่าสุด UKMTO กล่าวว่าไฟบนเรือดับลงแล้ว และลูกเรือจำนวนหนึ่งยังคงอยู่บนเรือ ตามข้อมูลจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางทะเล Vanguard Tech เรือลำดังกล่าวคือเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ Mayruree Naree ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย และเป็นของบริษัท Precious Shipping ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ การโจมตีส่งผลให้เกิดไฟไหม้บนเรือ และมีรายงานว่าลูกเรือ 20 คนได้อพยพออกไปแล้ว ขณะที่อีก 3 คนยังคงอยู่บนเรือเพื่อปฏิบัติการกู้ภัย นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า มีเรืออีก 2 ลำ ถูกโจมตีทางตะวันตกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งได้รับความเสียหายจากวัตถุต้องสงสัย ห่างจากเมืองราส อัล คายมาห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 25 ไมล์ทะเล สำนักงานการเดินเรือแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่าลูกเรือทุกคนปลอดภัย บริษัท Vanguard Tech กล่าวว่าเรือที่เกี่ยวข้องคือเรือ ONE Majesty ซึ่งจดทะเบียนในญี่ปุ่น เรือได้รับความเสียหายเป็นรูขนาด 10 เซนติเมตร และกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดจอดเรือที่ปลอดภัย โดยเรือ ONE Majesty เป็นของบริษัท Mitsui OSK Lines (MOL) และดำเนินการในฐานะส่วนหนึ่งของกองเรือ Ocean Network Express (ONE) ส่วนอีกลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุต้องสงสัย ห่างจากดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 50 ไมล์ทะเล สำนักงานการเดินเรือแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) กล่าวว่าลูกเรือปลอดภัยดี และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การโจมตีเรือพาณิชย์สามลำในช่องแคบฮอร์มุซ และบริเวณใกล้เคียง ในวันนี้ เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลา 72 วันที่ไม่มีรายงานเรือถูกโจมตี อันเป็นผลมาจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยอิหร่านขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเผาเรือที่พยายามแล่นผ่านเส้นทางน้ำสำคัญที่เชื่อมภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียกับส่วนอื่นๆ ของโลก มีลูกเรืออย่างน้อย 7 คนเสียชีวิต และอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ 10 ครั้งนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 * ข่าว * ต่างประเทศ * ช่องแคบฮอร์มุซ * สงครามตะวันออกกลาง
11.03.2026 09:35 👍 0 🔁 1 💬 0 📌 0
Preview
อิหร่านเผยพลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 1,300 คนแล้ว อิหร่านเผยพลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 1,300 คนแล้ว auser15 Wed, 2026-03-11 - 15:15 11 มี.ค. เข้าสู่วันที่ 12 ของการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล สำนักข่าว Al Jazeera รวบรวมสถานการณ์ประจำวัน อิหร่านระบุว่าพลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 1,300 คน และสถานที่พลเรือนเกือบ 10,000 แห่ง ถูกอิสราเอลและสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดตั้งแต่สงครามเริ่มต้น 11 มีนาคม 2026 เข้าสู่วันที่ 12 ของการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล สำนักข่าว Al Jazeera รวบรวมสถานการณ์ประจำวัน โดยอิหร่านระบุว่าพลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 1,300 คน และสถานที่พลเรือนเกือบ 10,000 แห่ง ถูกอิสราเอลและสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป้าหมายในอิหร่านรวมถึงสนามบินเมห์ราบัดในกรุงเตหะรานถูกทิ้งระเบิดในคืนวันอังคาร (10 มี.ค.) ขณะที่เตหะรานยังคงโจมตีตอบโต้อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง ในขณะเดียวกัน แรงกดดันทางการเมืองในวอชิงตันเพิ่มขึ้น สมาชิกสภาคองเกรสเรียกร้องให้มีการไต่สวนสาธารณะเกี่ยวกับเป้าหมายสงคราม และตั้งคำถามต่อยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเมื่อทหารอเมริกันเสียชีวิตมากขึ้นและการโจมตีพลเรือนกำลังถูกสอบสวน สถานการณ์ในอิหร่าน เตหะรานระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลทิ้งระเบิดสถานที่พลเรือนเกือบ 10,000 แห่ง มีพลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 1,300 คน อามีร์ ซาอีด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำ UN กล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจงใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ทั้งบ้านเรือนและสถานพยาบาล มีรายงานเสียงระเบิดรุนแรงในเขตที่อยู่อาศัยใจกลางเตหะรานในช่วงกลางคืน หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศ "ระลอกใหญ่" สภากาชาดสากลรายงานว่าอาคารที่พักอาศัยถูกโจมตี ทีมกู้ภัยกำลังขุดค้นซากปรักหักพังเพื่อค้นหาผู้คน IRGC เปิดฉากโจมตีระลอกที่ 37 โดยยิงขีปนาวุธหนักพิเศษ "โครัมชาห์ร" เป็นชุดหลายชั้นนานกว่า 3 ชั่วโมง เป้าหมายรวมถึงเทลอาวีฟ ไฮฟา และเยรูซาเล็มตะวันตก รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในเออร์บิล อิรัก และมานามา บาห์เรน ด้านรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เตือนว่าวันอังคาร (10 มี.ค.) จะเป็น "วันที่โจมตีหนักที่สุด" เตหะรานถูกโจมตีอย่างน้อย 8 เขต เมืองอื่นๆ ทั่วประเทศก็ถูกโจมตีเช่นกัน โฆษกกองทัพอิหร่าน กล่าวว่าอิหร่านจะตอบโต้การโจมตีเขตที่อยู่อาศัย ผู้บัญชาการตำรวจอิหร่าน เตือนว่าผู้ที่สนับสนุนศัตรูของประเทศจะไม่ถูกมองเป็นผู้ประท้วงอีกต่อไป แต่จะถูกปฏิบัติเหมือน "ศัตรู" องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า "ฝนดำ" ที่ปนเปื้อนสารพิษอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หลังการโจมตีคลังเชื้อเพลิงอิหร่าน ควันหนาจากไฟไหม้โรงงานน้ำมันรวมถึงในเตหะรานผสมกับเมฆฝน ทำให้เกิดฝนที่ปนเปื้อนสารพิษ สถานการณ์ในประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซาอุดีอาระเบียสกัดโดรนและขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านหลายระลอก รวมถึงที่มุ่งเป้าภาคตะวันออกและฐานทัพอากาศ กาตาร์สกัดการโจมตีด้วยขีปนาวุธระลอกใหม่ได้เมื่อเช้าวันพุธ กระทรวงกลาโหมแถลงว่า "ภัยคุกคามด้านความมั่นคงถูกกำจัดแล้ว สถานการณ์กลับสู่ปกติ" สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สกัดโดรน 26 ลำเมื่อวันอังคาร แต่ 9 ลำตกในดินแดน การโจมตีด้วยโดรนอีกลูกทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่นิคมอุตสาหกรรมรูไวส์ในอาบูดาบี ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดของประเทศ โรงกลั่นรูไวส์ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลกหยุดดำเนินงานเมื่อวันอังคารเพื่อ "ความระมัดระวัง" รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ พูดคุยกับเจ้าชายไฟซอล บิน ฟาร์ฮาน อัลซาอูด รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เรื่องเสริมการป้องกันให้ซาอุดีอาระเบีย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศกาตาร์ เรียกร้องให้ลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และเรียกร้องให้อิหร่านและสหรัฐฯ กลับมาเจรจาเพื่อหาทางออกผ่านคนกลาง เขาบอก Al Jazeera ว่าการที่อิหร่านโจมตีเพื่อนบ้าน "ไม่เป็นประโยชน์กับใคร" IRGC แถลงว่ายิงขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูกใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต ตามรายงานของสำนักข่าว Fars และ Mehr ทางการคูเวตยังไม่แสดงความเห็น กองทัพอังกฤษรายงานว่าเรือสินค้าลำหนึ่งไฟลุกในช่องแคบฮอร์มุซหลังถูกวัตถุไม่ทราบชนิด ลูกเรือกำลังอพยพและขอความช่วยเหลือ สถานการณ์ในสหรัฐฯ หลังจากการบรรยายลับของรัฐบาลไม่สามารถชี้แจงเป้าหมายหรือระยะเวลาสงครามได้ สมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครตเรียกร้องให้มีการไต่สวนสาธารณะ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่าทหารอเมริกันบาดเจ็บราว 140 นายและเสียชีวิต 7 นายตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ Epic Fury โฆษกทำเนียบขาว แถลงว่าสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 5,000 จุด เน้นโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์ แต่เธอยังกล่าวถึงการสอบสวนทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการโจมตีโรงเรียนหญิงในอิหร่านที่ทำให้นักเรียนเสียชีวิตราว 175 คน โดยระบุว่ารัฐบาลจะยอมรับผลการสอบสวน ท่ามกลางหลักฐานภาพถ่ายที่บ่งชี้ว่าขีปนาวุธสหรัฐฯ เป็นต้นเหตุ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) รายงานว่าทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่าน 16 ลำที่ไม่ได้ใช้งานใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ พลเมืองอเมริกันมากกว่า 43,000 คน ถูกอพยพออกจากตะวันออกกลางด้วยเที่ยวบินพาณิชย์และเที่ยวบินเช่าเหมาลำของกระทรวงต่างประเทศ สถานการณ์ในอิสราเอล สื่ออิสราเอลรายงานว่าขีปนาวุธอิหร่านทั้งหมดที่ยิงมายังอิสราเอลถูกสกัดได้ ไซเรนดังทั่วเทลอาวีฟและภาคกลาง เว็บไซต์ Axios ของสหรัฐฯ รายงานว่าสหรัฐฯ แจ้งอิสราเอลว่า "ไม่พอใจ" กับการโจมตีโรงงานพลังงานอิหร่าน และขอให้หยุดโจมตีโดยไม่ได้รับอนุมัติจากวอชิงตัน Al Jazeera ไม่สามารถยืนยันข่าวนี้โดยอิสระ หน่วยงานไซเบอร์ของอิสราเอลแถลงว่าตรวจพบการแฮ็กกล้องวงจรปิดโดยอิหร่านหลายสิบครั้งเพื่อจารกรรมตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และเรียกร้องให้ประชาชนอัปเดตรหัสผ่านและซอฟต์แวร์ ด้านทูตพิเศษสหรัฐฯ กล่าวว่าจะเดินทางไปอิสราเอลสัปดาห์หน้าเพื่อประสานงานปฏิบัติการทางทหาร สถานการณ์ในเลบานอน และอิรัก กองกำลังอิสราเอลทิ้งระเบิดอาคารที่พักอาศัยใจกลางกรุงเบรุต ทำให้เกิดเพลิงไหม้และความเสียหายหลายชั้น เจ้าหน้าที่เลบานอนระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 570 คนตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้ว อิหร่านแสดงความโกรธแค้นและเรียกร้องความยุติธรรมที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่ง UN หลังอิสราเอลโจมตีในเบรุตสังหารนักการทูตอิหร่าน 4 คน เตหะรานเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "การก่อการร้าย" มีผู้พลัดถิ่นในเลบานอนมากกว่า 667,000 คน ตามข้อมูลของ UN นายกรัฐมนตรีอิรักแจ้งสหรัฐฯ ว่าอิรักไม่ควรถูกใช้เป็นฐานโจมตี หลังหลายพื้นที่ถูกโจมตีเมื่อวันอังคาร (10 มี.ค.) รวมถึงกลุ่มที่เชื่อมโยงกับกองกำลังระดมพลประชาชน (PMF) เขตเคิร์ดดิสถานของอิรักที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ก็ถูกอิหร่านโจมตีเช่นกัน * ข่าว * ต่างประเทศ * อิหร่าน * สงครามอิหร่าน 2026 * สงครามตะวันออกกลาง
11.03.2026 08:23 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง ‘ช่อ พรรณิการ์’ คดีโพสต์เพลงยาวอยุธยา ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง ‘ช่อ พรรณิการ์’ คดีโพสต์เพลงยาวอยุธยา ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ auser15 Wed, 2026-03-11 - 14:31 ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง ‘ช่อ พรรณิการ์’ อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ คดีโพสต์เพลงยาวอยุธยา ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 11 มีนาคม 2569 หลายสื่ออาทิ เดลินิวส์ และ ข่าวสด รายงานตรงกันว่า จากกรณีศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ยกฟ้อง ช่อ-พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เนื้อหา “เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา” บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งถูกมองว่ามีลักษณะพาดพิงสถาบัน ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังถูกเจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แจ้งความไปยัง ปอท. ดำเนินคดี นั้น เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ยกฟ้อง พ.ร.บ.คอมฯ 'ช่อ พรรณิการ์' กรณีโพสต์ 'เพลงยาวพยากรณ์' พาดพิงสถาบัน  วันนี้ (11 มี.ค.) ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาคดีดังกล่าวและมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการกระทำของ น.ส.พรรณิการ์ ไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คดีนี้มีที่มาจากการที่เจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.พรรณิการ์ จากการโพสต์เนื้อหาเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ซึ่งถูกมองว่ามีลักษณะพาดพิงถึงสถาบัน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะชี้ว่าการโพสต์ดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ ต่อมาฝ่ายโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ส่งผลให้คดีนี้ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ไม่ต้องรับโทษตามข้อกล่าวหาดังกล่าว * ข่าว * การเมือง * พรรณิการ์ วานิช * พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ * กระบวนการยุติธรรม
11.03.2026 07:38 👍 2 🔁 3 💬 0 📌 0
Preview
สรุปยอด สส.พรรคไหนได้เท่าไหร่ ขั้วรัฐบาล-ฝ่ายค้านหน้าตาเป็นอย่างไร สรุปยอด สส.พรรคไหนได้เท่าไหร่ ขั้วรัฐบาล-ฝ่ายค้านหน้าตาเป็นอย่างไร auser15 Wed, 2026-03-11 - 14:07 เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ข้อมูลสรุปยอด สส.แต่ละพรรค มีดังต่อไปนึ้ 📍พรรคไหนได้ สส.เท่าไหร่บ้าง * ภูมิใจไทย (ภท.) 191 * ประชาชน (ปชน.) 120 * เพื่อไทย (พท.) 74 * กล้าธรรม (กธ.) 58 * ประชาธิปัตย์ (ปชป.) 21 * ไทรวมพลัง (ทรพ.) 6 * ประชาชาติ (ปชช.) 5 * พลังประชารัฐ (พปชร.) 5 * เศรษฐกิจ 3 * เพื่อชาติไทย 2 * ไทยสร้างไทย 2 * รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 2 * ทางเลือกใหม่ 1 * ไทยทรัพย์ทวี 1 * ไทยภักดี 1 * ประชาธิปไตยใหม่ 1 * มิติใหม่ 1 * รวมใจไทย 1 * รวมพลังประชาชน 1 * เสรีรวมไทย 1 * ใหม่ 1 * โอกาสใหม่ 1 📍หน้าตาขั้วรัฐบาล-ฝ่ายค้านเป็นอย่างไร ฝ่ายรัฐบาล  * ภท. * พท. * ปชช. * พปชร. * เศรษฐกิจ * เพื่อชาติไทย * ไทยสร้างไทย * พรรคเล็กต่างๆ รวม 8 เสียง (ประชาธิปไตยใหม่, มิติใหม่ , รวมใจไทย, รวมพลังประชาชน, ใหม่, โอกาสใหม่, ทางเลือกใหม่, ไทยทรัพย์ทวี) ฝ่ายค้าน  * ปชน. * กธ. * ปชป. * ทรพ. * รทสช. * เสรีรวมไทย * ไทยภักดี  หน้าตา ครม. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์สื่อถึงคุณสมบัติรัฐมนตรีว่าต้องนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องของจริยธรรมมาประกอบการพิจารณาด้วย ในเวทีสัมมนา สส.พรรค ภท. ที่จัดขึ้นที่ จ.บุรีรัมย์ เขากล่าวกับลูกพรรคตอนหนึ่งด้วยว่า “ตอนนี้ท่านต้องทำตัวเป็น สส.แล้วนะครับ มีกฎข้อบังคับ มีระเบียบ มีจริยธรรมที่ท่านต้องดำเนินการนะครับ ยุคนี้เป็นยุคจริยธรรมด้วยนะครับท่าน กางกฎหมายอย่างเดียวไม่พอนะครับ ถ้าใครสงสัยไปอ่านได้นะครับ ทางศาลรัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ บทบัญญัติของศาลรัฐธรรมนูญ คำว่าจริยธรรมนั้นมีอะไรบ้าง แค่สงสัยโดยคนส่วนใหญ่ว่าท่านมีพฤติกรรมไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง พฤติกรรมไม่ดีนี่ท่านเข้าข่ายผิดจริยธรรมแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะไม่…เราจะประมาทไม่ได้ ขอให้ท่านได้ถือคัมภีร์นี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา มันจะได้ไม่มีผลกระทบอะไรต่อท่าน… ” มีรายงานจากหลายสำนักข่าวที่ระบุตรงกันว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้รัฐมนตรีทั้งหมด 26 ตำแหน่ง ใน 14 กระทรวงสำคัญ ได้แก่  * กระทรวงมหาดไทย * กระทรวงกลาโหม * กระทรวงคมนาคม * กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม * กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม * กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา * กระทรวงอุตสาหกรรม * กระทรวงการต่างประเทศ * กระทรวงการคลัง * กระทรวงพาณิชย์ * กระทรวงพลังงาน * กระทรวงยุติธรรม * กระทรวงวัฒนธรรม และ * รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ แบ่งเป็นโควตาอนุทิน 5 ตำแหน่ง คือ * อนุทิน ที่ควบเก้าอี้ รมว.มหาดไทย * สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ * เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง * ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ และ * บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ขณะที่โควตาของพรรคร่วมรัฐบาล ตัวเลข-รายละเอียดที่แต่ละสื่อรายงานต่างกันเล็กน้อย ไทยพีบีเอสระบุว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย * รองนายกรัฐมนตรี ควบคู่ตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ * รมว.ศึกษาธิการ * รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม * รมว.แรงงาน * รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ * และรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง * ส่วนรองประธานสภาคนที่ 2 ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่มติชนออนไลน์ระบุว่าพรรคเพื่อไทยได้ 8 เก้าอี้ 5 กระทรวง ได้แก่ * กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ * กระทรวงแรงงาน * กระทรวงศึกษาธิการ * กระทรวงการอุดมศึกษาฯ * กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ * รวมทั้งรัฐมนตรีช่วยของเกษตรและศึกษาธิการ ส่วนพรรคพลังประชารัฐ จะได้โควตารัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง คือ ตรีนุช เทียนทอง ทั้งนี้ ตามการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน นายกฯ ระบุว่าจะมีรัฐพิธีการประชุมสภาสมัยสามัญประจำปีนัดแรกในวันที่ 14 มี.ค. นี้ ส่วนการประชุมสภาฯ นัดแรก เพื่อเลือกประธานสภา และรองประธานสภาคนที่ 1-2 จะมีขึ้นในวันที่ 15 มี.ค. ตามคำให้สัมภาษณ์ของโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ล่าสุดวันนี้ (11 มี.ค.) ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงความพร้อมจัดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา 14 มี.ค. ในเวลา 17.00 น. ขณะที่การโหวตประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ จะเป็นวันที่ 15 มี.ค. ตั้งแต่ 9 โมงเช้า หลัง สส. กล่าวปฏิญาณตน  ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 18-19 มี.ค.     ที่มา กกต.ประกาศจำนวน สส. แต่ละพรรค https://www.facebook.com/share/p/18B6p5rirv/?mibextid=wwXIfr ประกาศรายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน และ สส.เขต 3 คน https://www.facebook.com/share/p/1EFcVBTkMu/?mibextid=wwXIfr * ข่าว * การเมือง * การเลือกตั้ง 2569
11.03.2026 07:11 👍 3 🔁 1 💬 0 📌 0
Preview
กสม. แจ้งผลการร้องเรียน ให้กองทัพบกลบคำแถลงการณ์ที่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของพลทหารที่เสียชีวิต กสม. แจ้งผลการร้องเรียน ให้กองทัพบกลบคำแถลงการณ์ที่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของพลทหารที่เสียชีวิต auser15 Wed, 2026-03-11 - 14:00 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) มีหนังสือถึงทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) แจ้งผลการร้องเรียน ให้กองทัพบกลบคำแถลงการณ์ที่เปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์หรือข้อมูลส่วนบุคคลของพลทหารที่เสียชีวิต พร้อมประสานคุ้มครองสิทธิฯ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) แจ้งข่าวว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิฯ ได้รับหนังสือแจ้งผลการร้องเรียนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) กรณีการแถลงข่าวของกองทัพบก เกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลทหารราเชน ยวามื่อ ที่มีการเปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์และข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งแถลงการณ์กรณีการเสียชีวิตของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และพลทหารประจักษ์ แก้วคงธรรม ที่มีการเปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งพรพิมลได้ร้องเรียนไปเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีตามเรื่องร้องเรียนมีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว จึงมีมติรับไว้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังกองทัพบก เพื่อพิจารณาลบคำแถลงการณ์ที่เปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์หรือข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว และกำชับให้มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างระมัดระวังก่อนการเผยแพร่ข่าวหรือแถลงการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว รวมทั้งสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล พลทหารราเชน ยวามื่อ, พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และพลทหารประจักษ์ แก้วคงธรรม เป็นผู้เสียหายจากการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ขณะเข้ารับการเกณฑ์ทหาร โดยพลทหารราเชนและพลทหารวรปรัชญ์เสียชีวิต ส่วนพลทหารประจักษ์นั้นบาดเจ็บสาหัส และไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ หลังเกิดเหตุการณ์ขึ้นกับทั้งสามกรณี กองทัพมักจะออกแถลงการณ์กล่าวถึงข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรจะต้องปกปิดเป็นความลับหรือเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้รับความยินยอมจากครอบครัวให้เปิดเผยได้ ย่อมส่งผลต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และถือเป็นการตีตราพลทหารที่เสียชีวิตหรือที่ได้รับบาดเจ็บว่าเป็นบุคคลไม่ดี การกระทำเช่นนี้ของกองทัพเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลของพลทหาร อาจรวมถึงส่งผลกระทบต่อจิตใจและสถานะทางสังคมของครอบครัวผู้สูญเสียอีกด้วย การรับเรื่องร้องเรียนและประสานงานกับกองทัพบกโดย กสม. จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้เสียหายหรือผู้เสียชีวิตที่ไม่อาจมาเรียกร้องสิทธิส่วนบุคคลให้กับตนเองได้อีก และจะเป็นบรรทัดฐานในการสื่อสารประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว สำหรับหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชนต่อไป * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * มูลนิธิผสานวัฒนธรรม * CrCF * ราเชน ยวามื่อ * วรปรัชญ์ พัดมาสกุล * ประจักษ์ แก้วคงธรรม * คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน * กสม. * กองทัพ
11.03.2026 07:07 👍 1 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
จัดเวทีรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปิดฉากสุดท้ายที่กรุงเทพฯ 13 มี.ค. นี้ จัดเวทีรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปิดฉากสุดท้ายที่กรุงเทพฯ 13 มี.ค. นี้ auser15 Wed, 2026-03-11 - 13:36 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับทีม DataHatch จัดเวทีรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปิดฉากสุดท้ายที่กรุงเทพฯ 13 มี.ค. นี้ 11 มีนาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับทีม DataHatch กำหนดจัด "เวทีรับฟังความเห็นเรื่องอัตรากำหนดราคาค่าไฟที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับครัวเรือน" ในวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 08.30–16.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 2 โรงแรมรามา การ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เวทีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับโครงสร้างและอัตราการกำหนดราคาค่าไฟฟ้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยก่อนหน้านี้ คณะผู้จัดได้เดินทางจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นมาแล้วในหลายภูมิภาค ทั้งภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคเหนือ เพื่อรวบรวมเสียงสะท้อนจากประชาชนทั่วประเทศ สำหรับเวทีที่กรุงเทพฯ ถือเป็นเวทีสุดท้าย โดยจะเปิดรับฟังเสียงจากประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก บนแนวคิดหลักที่ว่า "ค่าไฟฟ้าไม่ใช่แค่ต้นทุนพลังงาน แต่คือประเด็นสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน" ภายในงานแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงเช้า (ลงทะเบียนตั้งแต่ 08.30 น.) มุ่งเน้นประเด็นเชิงนโยบายสำหรับกลุ่มครัวเรือนเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออก ตะวันตก และภาคกลาง โดยจะมีการเปิดบทสนทนา Workshop และสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกัน ช่วงบ่าย (ลงทะเบียนตั้งแต่ 12.00 น.) มุ่งเน้นประเด็นนโยบายและการวางแผนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ทั้งในรูปแบบ Solar Rooftop และ Solar ภาคชุมชน เพื่อสะท้อนมุมมองต่อการกระจายโอกาสการเข้าถึงพลังงานอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม การจัดเวทีใช้รูปแบบ Participatory Public Hearing หรือเวทีสาธารณะเชิงมีส่วนร่วม ประกอบด้วยการให้ข้อมูลพื้นฐาน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบเปิด การแบ่งกลุ่มย่อยระดมปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบาย และการสรุปผลร่วมกันในที่ประชุมใหญ่ โดยเปิดรับฟังเสียงจากตัวแทนประชาชน องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ข้อมูลและข้อเสนอทั้งหมดที่ได้จากเวทีจะถูกนำไปวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่คำนึงถึงความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ และสิทธิมนุษยชนด้านการเข้าถึงไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสม เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป สื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/PjWjmG6oxfHqLXJn9 และดูแผนที่สถานที่จัดงานได้ที่ https://maps.app.goo.gl/ZdegFs53aayayRUx8 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ * กสม. * DataHatch * พลังงาน * ไฟฟ้า * ค่าไฟฟ้า
11.03.2026 06:40 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
iLaw เรียกร้อง กกต. เปิดผลนับคะแนนประชามติรายหน่วย หวังยกระดับความโปร่งใส iLaw เรียกร้อง กกต. เปิดผลนับคะแนนประชามติรายหน่วย หวังยกระดับความโปร่งใส auser15 Wed, 2026-03-11 - 13:07 iLaw เรียกร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยผลการนับคะแนนประชามติรัฐธรรมนูญเมื่อ 8 ก.พ. 2569 ในระดับรายหน่วยออกเสียง หลังผ่านมาเกินหนึ่งเดือนยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว แม้ กกต. จะประกาศผลรวมว่าเสียงกว่า 21 ล้านคน “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว พร้อมเสนอให้จัดทำแดชบอร์ดรายงานผลคะแนนอย่างเป็นทางการ และแก้ไขระเบียบให้การเปิดเผยผลนับคะแนนรายหน่วยเป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการทุกครั้ง เพื่อสร้างมาตรฐานความโปร่งใสในการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ iLaw รายงานว่า เป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งเดือนแล้วหลังการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศผลการออกเสียงประชามติว่า ได้ข้อยุติว่า เสียงส่วนใหญ่กว่า 21 ล้านเสียง “เห็นชอบ” ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ก็ตาม แต่ยังไม่ปรากฏว่า มีการเผยแพร่ผลการนับคะแนนออกเสียงรายเขตเลือกตั้ง หรือรายหน่วยให้ประชาชนได้ทราบ แม้ว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ. ประชามติฯ) จะบัญญัติในมาตรา 62 วรรคท้ายไว้ว่า เมื่อนับคะแนนออกเสียงเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการประจำเขตรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงตามวรรคหนึ่งผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งในคืนวันออกเสียงก็มีผลคะแนนจากเขตเลือกตั้งต่างๆ และจังหวัดต่างๆ รายงานแยกกันให้ประชาชนที่ติดตามลุ้นผลได้ทราบกันแล้ว แต่กกต. หยุดการรายงานคะแนนทางเว็บไซต์โดยอ้างว่า คะแนนอย่างไม่เป็นทางการจะเปิดเผยเพียง 94% เมื่อพิจารณาระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2565 (ระเบียบ กกต. ออกเสียงประชามติฯ) และระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568 (ระเบียบ กกต. ประชามติพร้อมเลือกตั้งฯ) ระบุว่าเมื่อ กกต. รวมคะแนนจากการออกเสียงประชามติทั้งในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักรแล้ว ให้ กกต. ประกาศผลการออกเสียงประชามติในราชกิจจานุเบกษา โดยระเบียบกกต. ทั้งสองฉบับไม่ได้กำหนดหน้าที่ให้กกต. อย่างชัดเจนว่า เมื่อรายงานผลการนับคะแนนทั้งหมดแล้ว จะต้องอัปโหลดแบบรายงานผลการนับคะแนนรายหน่วยบนเว็บไซต์ให้ประชาชนทราบด้วย การอัปโหลดผลการออกเสียงให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้นั้น มีมาตรฐานที่สามารถเทียบเคียงได้คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568) ระบุไว้ว่า เมื่อนับคะแนนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้อัปโหลดรายงานผลการนับคะแนน (แบบ ส.ส. 5/18 และ แบบ ส.ส. 5/18 (บช)) บนเว็บไซต์ของสำนักงาน กกต. จังหวัด “โดยเร็ว” ซึ่งสำนักงานกกต. ก็ได้เผยแพร่ไฟล์ PDF ที่สแกนแบบ ส.ส. 5/18 และ ส.ส. 5/18 (บช) บนเว็บไซต์แล้วครบทุกเขตเลือกตั้ง แต่อาจยังไม่ครบสมบูรณ์ทุกไฟล์ แม้ระเบียบ กกต. ออกเสียงประชามติฯ และระเบียบ กกต. ประชามติพร้อมเลือกตั้งฯ จะไม่ได้กำหนดให้คณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียง หรือ กกต. ประจำเขตออกเสียงจะต้องรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติบนเว็บไซต์ แต่ในทางปฏิบัติหากคณะกรรมการประจำหน่วย หรือ กกต. ประจำจังหวัดจะอัปโหลดผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติ ก็สามารถทำได้ จากการตรวจสอบโดยละเอียดแล้วพบว่า บางเขตเลือกตั้งได้อัปโหลดผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติ  และการนับคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียง (แบบ อ.ส. 4/7) ในโฟลเดอร์รายงานผลการนับคะแนนด้วย เช่น กรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง จังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1-4  จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ 1 เป็นต้น แต่ก็ถือเป็นส่วนน้อยมากเทียบกับเขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขต เพื่อสร้างมาตรฐานการรายงานผลการนับคะแนนการออกเสียงประชามติ และเพื่อให้การรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงเป็นไปอย่างโปร่งใส จึงขอเรียกร้องให้กกต. ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. เปิดเผยผลการออกเสียงประชามติรายหน่วยออกเสียง กกต. ต้องเปิดเผยรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติ ทั้งในเขตออกเสียง นอกเขตออกเสียง หรือที่เรียกว่า แบบ อ.ส. 4/7 และนอกราชอาณาจักรที่เรียกว่า แบบ อ.ส. 4/7 (นร) ให้ครบถ้วนทุกหน่วยออกเสียง ทั้งต้องเผยแพร่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงไฟล์รายงานดังกล่าวได้โดยสะดวก 2. เปิดแดชบอร์ดรายงานผลการนับคะแนนโดยเร็วที่สุด หลังจากที่ กกต. ปิดหน้าเว็บไซต์รายงานผลการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ (ECT Report) ที่มีข้อมูลผลการนับคะแนนการออกเสียงประชามติแบบเรียลไทม์ด้วย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 โดยระบุว่า จะรายงานผลแบบเป็นทางการในรูปแบบแดชบอร์ด (Dashboard) ภายหลัง ขอเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยผลคะแนนการออกเสียงประชามติผ่านรูปแบบแดชบอร์ด พร้อมกับการรายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง สส. โดยเร็วที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชนที่จะเข้าถึงและติดตามข้อมูลดังกล่าว 3. แก้ไขระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กำหนดให้กกต. มีหน้าที่เปิดเผยคะแนนรายหน่วยทุกกรณี กกต. จะต้องแก้ไขระเบียบ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ กำหนดหน้าที่ให้ทุกเขตออกเสียงจะต้องรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงประชามติบนเว็บไซต์ของสำนักงาน กกต. จังหวัด หลังการนับคะแนนเสร็จโดยเร็วที่สุด และควรกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน เช่น ภายใน 5 วัน ซึ่งอาจยึดมาตรฐานเดียวกับการรายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ * ข่าว * การเมือง * iLaw * คณะกรรมการการเลือกตั้ง * กกต. * การเลือกตั้ง 2569
11.03.2026 06:13 👍 1 🔁 2 💬 0 📌 0
Preview
เผยกลวิธีทุนต่างชาติร่วมนอมินีคุมห่วงโซ่มะพร้าวน้ำหอมไทย เผยกลวิธีทุนต่างชาติร่วมนอมินีคุมห่วงโซ่มะพร้าวน้ำหอมไทย auser15 Wed, 2026-03-11 - 12:41 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดข้อมูลเชิงลึกจากการตรวจสอบเครือข่ายล้งมะพร้าวน้ำหอม พบกลวิธีที่ทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทน พร้อมขยายอิทธิพลครอบงำธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การเช่าพื้นที่ปลูกมะพร้าว การรับซื้อผลผลิตผ่านล้ง การแปรรูป ไปจนถึงการส่งออก ทำให้สามารถกำหนดทิศทางตลาดและกดราคารับซื้อหน้าสวนได้ แฟ้มภาพกระทรวงพาณิชย์ 11 มีนาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พบรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เข้าข่ายการใช้นอมินี โดยมีการจัดโครงสร้างบริษัทให้คนไทยถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 51 เพื่อให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย ขณะที่ทุนต่างชาติถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละ 50 แต่เป็นผู้ควบคุมการบริหารจัดการธุรกิจทั้งหมด จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ถือหุ้นชาวไทยบางรายมีสถานะเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการ พนักงานบัญชี หรือบุคคลที่ถูกว่าจ้างให้ลงนามในเอกสารเท่านั้น ไม่มีอำนาจตัดสินใจในกิจการ และไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจ ขณะที่การกำหนดราคารับซื้อ การบริหารจัดการสินค้า และการจัดระบบขนส่ง อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มทุนต่างชาติ นอกจากนี้ยังพบความพยายามของกลุ่มทุนต่างชาติในการเข้าควบคุมแหล่งผลิต โดยใช้วิธีเช่าพื้นที่หรือถือครองพื้นที่ผ่านบุคคลสัญชาติไทยเพื่อปลูกมะพร้าวเอง ซึ่งเข้าข่ายธุรกิจต้องห้ามตามบัญชีหนึ่งของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน เป็นกิจการที่คนต่างด้าวไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะเดียวกัน ยังพบว่า​ นิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 6 ราย ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ได้แก่ บริษัท อีซี่ โคโค้นัท จำกัด บริษัท หลง แมน โคโค่นัท จำกัด บริษัท ฟลาย โคโคนัท จำกัด บริษัท หยู่ เซียน หยวน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทยเฉิงต้า เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัท เหอไท่เซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย รูปแบบดังกล่าวทำให้ทุนต่างชาติสามารถครอบงำห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่แหล่งผลิต การรวบรวมผลผลิตผ่านล้ง การแปรรูป ไปจนถึงการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้มีอำนาจต่อรองด้านราคาและกำหนดทิศทางตลาดได้ ตลอดจนพบพฤติการณ์ที่กำหนดราคารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในระดับต่ำกว่าปกติ ขณะที่กำไรจากธุรกิจถูกโอนกลับไปยังกลุ่มทุนต่างชาติ โดยบางกรณีมีการรายงานผลประกอบการในลักษณะขาดทุน ทั้งที่รายได้ของกิจการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจเข้าข่ายการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อลดภาระภาษีในประเทศไทย ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ประสานการทำงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้นอมินีเข้ามาครอบงำธุรกิจการเกษตรของไทย และสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต เปิดห่วงโซ่มะพร้าวน้ำหอมไทย ‘ต้นเหตุ’ ราคาผันผวนหนัก ก่อนหน้านี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำการวิเคราะห์โครงสร้างมะพร้าวน้ำหอมไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้ทราบถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมของไทยมีความผันผวนอย่างหนัก โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมไทย ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไทยมี 2 ขนาด คือ ขนาดมาตรฐานส่งออก (หน้าสวนลูกละ 4-5 บาท ควั่นแล้วน้ำหนักกว่า 1 กก.) และขนาดที่มีผลลีบเล็กไม่สามารถส่งออกได้ (หน้าสวนลูกละ 2 บาท) โดยห่วงโซ่อุปทาน เริ่มต้นจาก 1.1 เกษตรกรปลูกมะพร้าวเมื่อผลผลิตออกจะดำเนินการ >> ขายปลีกเอง หรือ ขายผ่านคนกลาง ขายส่งโรงงาน 1.2 โรงงานคัด-ตัดแต่งผลสด หากมะพร้าวได้ไซต์มาตรฐานจะดำเนินการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ หรือ ขายในประเทศ ผ่านตลาดค้าส่ง-ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า 1.3 อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยส่งผลตกเกรดมาตรฐานไปเจาะเพื่อทำเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร/ขนมหวาน ซึ่งปัจจุบันผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไซต์เกรดมาตรฐาน (ส่งออก) มีประมาณ 30% ขณะที่ ไซต์ตกเกรดมาตรฐานมีประมาณ 70% 2. ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ 2.1) ภาคการเกษตร ในประเทศมีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ จาก 235,903 ไร่ ในปี 2564 เป็น 305,706 ไร่ ในปี 2568 และเมื่อผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาด (532,942 ตัน ในปี 2564 เป็น877,681 ตัน ในปี 2568 โดยเฉพาะปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 49.80%) ในทางกลับกันมูลค่าการส่งออกจากปี 2566 สูงถึง 9,888.92 ล้านบาท ลดลงต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน โดยในปี 2568 เหลือเพียง 6,456.52 ล้านบาท ซึ่งเมื่ออุปทานมากกว่าอุปสงค์ เป็นเหตุให้ราคาตกต่ำ และส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงมากไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ไม่มีทุนที่จะต่อยอดบำรุงต้นมะพร้าว ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพต่ำ 2.2) ภาคผลสดส่งออก แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ โรงงานของคนไทยที่มีมาตรฐานสากล *ต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงกว่าในการปฏิบัติตามกฎหมายโรงงาน ทั้งภาษี การทำมาตรฐานสากลต่างๆ ด้านคุณภาพและความปลอดภัยมาตรฐานอาหาร *ลูกค้าต่างชาติชะลอการสั่งซื้อสินค้า *สูญเสียตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมให้กับประเทศอื่น เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าและมีความผันผวนของราคาที่ต่ำกว่าไทย (จีนเป็นตลาดส่งออกที่มีมูลค่าถึงร้อยละ 80 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งในปี 2566 ไทยเคยครองส่วนแบ่งถึงร้อยละ 75 แต่ปี 2568 ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือเพียงร้อยละ 48) *ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทย ผันตัวมาเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทต่างชาติที่เป็นผู้กำหนดราคารับซื้อ/ขาย และ โรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี *มีการลงทุนที่ครบวงจรตั้งแต่ การเช่าเหมาสวน โรงผลิต โรงบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง-ส่งออก มีช่องทางจัดจำหน่ายเอง ทำให้เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่ควบคุมราคารับซื้อ/ขายได้หมด และกำหนดเกณฑ์รับซื้อเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมเกรดดีเท่านั้น *มีต้นทุนที่ต่ำกว่า จากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (บางแห่ง) หรือไม่ได้มีการทำระบบมาตรฐานเต็มรูปแบบ *แสดงบัญชีขาดทุนในไทยแต่กำไรปลายทางอยู่ต่างประเทศ *รัฐบาลของนักลงทุนต่างชาตินั้นส่งเสริมการลงทุน ช่วยเรื่องภาษีในการนำเข้าสินค้าจากบริษัทต่างชาติของตนเองในไทย 2.3) ภาคแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าวน้ำหอม แบ่งออกเป็น 2 ด้าน บริษัทของคนไทยเป็นโรงงานมาตรฐาน *โรงงานใช้มะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% *โรงงานที่เป็นน้ำมะพร้าวปรุงแต่งมีการแจ้งปริมาณสัดส่วนปรุงแต่งที่แท้จริง และ บริษัทนักลงทุนต่างชาติ *โรงงานที่ดำเนินการผลิตได้ตามมาตรฐานมีทั้งมะพร้าวน้ำหอม 100% และที่มีมะพร้าวน้ำหอมปรุงแต่งผสมตามสัดส่วนที่ใช้จริง *โรงงานที่ดำเนินการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ผลิตน้ำมะพร้าวปลอมปน หรือผสมปรุงแต่ง แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วนที่ใช้จริง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมปัญหามะพร้าวน้ำหอมของไทย ได้แก่ สินค้าปลอม เช่น เติมน้ำตาล แต่งกลิ่น และ ผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่นแต่แจ้งว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% ส่งผลกระทบต่อมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% คือ *ของแท้ขายไม่ได้ *โรงงานไทยสู้ราคาถูกไม่ได้ *ผู้บริโภคเข้าใจผิดรสชาติมะพร้าวไทย *ประเทศไทยเสียชื่อเสียง โดยปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อเนื่อง คือ ขายมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้ >> โรงงานหยุดรับซื้อ >> เกษตรกรขาดรายได้ >> ลดคุณภาพสวน >> ราคาตกต่ำ 3. สรุป อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของไทยเผชิญปัญหา 4 วิกฤต คือ 3.1 ช่วงผลผลิตขาดตลาด ราคาพุ่งสูง แข่งขันในตลาดไม่ได้ 3.2 ช่วงผลผลิตล้นตลาด ราคาต่ำ โรงงานเกิดภาวะ Over Stock 3.3 การแข่งขันต้นทุนต่ำจากทุนต่างชาติ และ 3.4 สินค้าปลอมปนทำลายคุณภาพและราคามะพร้าวน้ำหอมไทย 4. แนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น-กลาง ที่จะช่วยกระตุ้นราคามะพร้าวน้ำหอมอยู่เหนือจุดคุ้มทุน 4.1 ภาคการเกษตร ต้องมีระบบบริหารจัดการควบคุมการขยายพื้นที่ปลูก-ป้องกันภาวะมะพร้าวน้ำหอมล้นตลาด โดยภาครัฐช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรให้มีเงินทุนในการบำรุงสวนมะพร้าว 4.2) ภาคการผลิต ภาครัฐต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกันทุกกลุ่มนักลงทุนโดยไม่มีข้อยกเว้น ต้องดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงาน การกำหนดราคารับซื้อ และตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น (นอมินี) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกกลุ่มผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการจัดระเบียบมาตรฐานสินค้า โดยแยกพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ที่ชัดเจนระหว่างน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% กับมะพร้าวผสม และปราบปรามสินค้าปลอม ปกป้องสินค้าแท้ 100% และต้องมีการสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างเป็นธรรม 4.3 ภาคการตลาด ต้องพยายามรักษาตลาดเดิมให้ได้มากที่สุด และเพิ่มเติมหาตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันตลาดเก่าที่เริ่มซบเซาภาครัฐต้องฟื้นฟูเพื่อให้ได้คำสั่งซื้อกลับคืนมาหรือเพิ่มเติมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการผูกขาดได้ในระยะยาว รวมถึง การรณรงค์กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * กรมพัฒนาธุรกิจการค้า * มะพร้าวน้ำหอม * มะพร้าว * นอมินี
11.03.2026 05:46 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
เปิดตัว ‘มายาคติพลังงาน 2’ ปลดล็อกความเข้าใจ-สร้างการถกเถียง เรื่องพลังงานไทย เปิดตัว ‘มายาคติพลังงาน 2’ ปลดล็อกความเข้าใจ-สร้างการถกเถียง เรื่องพลังงานไทย Pazzle Wed, 2026-03-11 - 12:08       11 มี.ค. 2569 เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 บริษัท ป่าสาละ จำกัด (“ป่าสาละ”) บริษัทวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืนแห่งแรกของไทย และมูลนิธิ Friedrich-Ebert-Stiftung Thailand ร่วมกันจัดงานเปิดตัวหนังสือ ‘มายาคติพลังงาน 2’ ซึ่งเป็นฉบับปรับปรุงใหม่ในรอบ 10 ปีของหนังสือที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานโดยเฉพาะ  เพื่อนำไปสู่การถกเถียงเรื่องพลังงานในไทย รวมถึงหักล้างความเข้าใจเดิมๆ ที่อาจล้าสมัยในปัจจุบัน พร้อมเปิดตัวเว็บไซต์ energymyths.co เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลและเนื้อหาของหนังสือ โดยช่วงแรกเป็นการแนะนำเว็บไซต์ energymyths.co ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อหาภายในหนังสือ และควิซสนุกๆ  ที่จะสุ่มคำถามขึ้นมา 10 ข้อ เพื่อทดสอบความรู้ด้านพลังงานของผู้เล่น ผลคะแนนจะแบ่งผู้เล่นเป็น 4 ระดับคือ ‘ผู้ฝึกหัด’ ‘นักผจญภัย’ ‘ผู้กล้า’ หรือ ‘ปรมาจารย์’ โดยสามารถแชร์ผลการวัดคะแนนลงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อชวนคนใกล้ตัวมาวัดพลังความรู้ด้านพลังงานได้อีกด้วย จากนั้นเป็นการร่วมพูดคุยถึงการจัดทำและเนื้อหาในหนังสือโดย สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ จำกัด และ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors หนึ่งในคณะผู้เขียนหนังสือ  จากประสบการณ์การทำงานด้านพลังงานมาหลายทศวรรษ ธาราอธิบายถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในเรื่องพลังงาน เพราะแม้แต่เรื่องพื้นฐานอย่างความมั่นคงทางพลังงาน แต่ละคนก็มีนิยามที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคอีกด้วย “ในยุคที่ผมยังเป็นนักรณรงค์อยู่ ความมั่นคงทางพลังงานมีนิยามที่หลากหลาย แต่นิยามส่วนใหญ่มาจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ซึ่งคนที่ไปนั่งอยู่ใน IEA มักยึดโยงกับอุตสาหกรรมฟอสซิล จะบอกว่าความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องการจัดซื้อจัดหาพลังงานที่สามารถนำมาใช้ในระบบไฟฟ้าได้ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่าน โดยเฉพาะช่วง 10-20 ปีนี้ นิยามเรื่องความมั่นคงทางพลังงานก็เปลี่ยนไป มีมิติด้านสิ่งแวดล้อมและมิติด้านสิทธิมนุษยชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นิยามส่วนใหญ่จะถูกถ่ายทอดผ่านกลไก ผ่านการสื่อสาร ผ่านคำอธิบาย ผ่านเรื่องเล่าต่างๆ” นอกจากนี้ธารายังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การจะทลายมายาคติทางด้านพลังงานได้ จะต้องเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงกัน โดยตอนนี้สังคมไทยก็มีประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ที่กำลังเป็นกระแสในโลกพลังงาน ซึ่งควรจะมีการเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงกันมากขึ้น เนื่องด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในสังคมในตอนนี้มีแต่ข้อมูลของฝั่งอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เองรวมไปถึงฝั่งภาครัฐ ที่บอกว่า SMR คือพลังงานแห่งอนาคต เพราะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้านสฤณีพูดถึงการมองไม่เห็น ‘ทางเลือก’ ที่มาจากมายาคติในเรื่องพลังงานว่า “ในอดีตที่ผ่านมา บางประเด็นอาจไม่ได้เป็นปัญหาก็ได้ ตอนนี้เรารู้อะไรมากขึ้นแล้วก็จริง แต่คำถามที่มีในสังคมไทยก็คือ ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเจ้าของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เขาได้สื่อสารทางเลือกหรือสื่อข้อมูลต่างๆ ที่ทันต่อสถานการณ์แค่ไหน ทันต่อข้อมูลอัปเดตล่าสุดหรือเปล่า” สฤณียกตัวอย่างมายาคติเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามในหนังสือว่า เมืองไทยลมน้อยจริงหรือไม่ “หลายท่านคงรู้สึกว่า เคยได้ยินมาว่าลมน้อย เลยทำได้แต่ในภาคใต้ แต่ถ้าเราไปดูข้อมูลจะเห็นเทคโนโลยีการทำกังหันลมพัฒนาขึ้น เขาสามารถสร้างกังหันลมได้สูงขึ้น มีความผันผวนน้อยลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ถ้าเราพูดถึงกำลังการผลิตจากพลังงานลม เรากำลังพูดถึงเทคโนโลยีกังหันลมล่าสุดใช่หรือไม่ คำว่า มายาคติ เป็นคำที่มีหลายองค์ประกอบ บางทีเป็นเรื่องของการไม่อัปเดตข้อมูล หรือว่าการมองไม่เห็นทางเลือกต่างๆ” สฤณีกล่าว ช่วงที่สองเป็นวงสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ ‘เปิดหนังสือชวนคุย: จะชวนคนมาคิดอีกนิดเรื่องพลังงานได้อย่างไร’ ที่ได้ วีรพร นิติประภา นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ปี 2558 และ 2561, ผศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี วีณารัตน์ เลาหภคกุล จาก The Standard เป็นผู้ดำเนินรายการ วีรพรพูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “มายาคติมีหลายชุดมากกว่าจะมาถึงชุดที่เราคุยกันอยู่ทุกวันนี้ เราไม่ได้รับการฝึกฝนมาให้ถามคำถามตั้งแต่ต้น เราไม่รู้ว่าเราต้องรู้อะไร เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร เราไม่รู้ว่าเขาให้เรารู้อะไร หรือเขาทำให้เรารู้อะไร” ส่วน ผศ.พิจิตรา ได้ชวนให้คนคิดเรื่องพลังงานผ่านมุมมองของนักวิจัยที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับเสนอข่าวด้านพลังงานในสื่อต่างๆ เป็นเวลา 1 ปี จากข้อมูลพบว่า ประเด็นในเนื้อหาข่าวที่มีการพูดคุยมากเป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ เรื่องนโยบายและการกำกับดูแล ตามด้วยแง่มุมด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมตามลำดับ ในขณะที่มิติทางสังคมยังมีการพูดถึงค่อนข้างน้อย ส่วนประเด็นที่ผู้รับสารสนใจมากที่สุด ได้แก่ เรื่องราคา รองลงมาเป็นข่าวธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน  “พอเราตั้งคำถามว่า ประชาชนคนไทยรับรู้อะไรจากข่าวพลังงาน เราเจอวาทกรรมหลายอย่างเหมือนกัน แต่ที่พบบ่อยคือ พอข่าวพลังงานมีความคาบเกี่ยวกับข่าวพีอาร์ เป็นลักษณะที่ถ้าราคาน้ำมันแพง รัฐบาลตรึงราคาให้เป็นของขวัญ หรือเราจะลดค่าไฟ เราเลยเห็นวาทกรรมในเรื่องของการใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสให้การสร้างระบบอุปถัมภ์มาอย่างต่อเนื่อง ข่าวที่ออกมาจะเป็นแบบนี้ค่อนข้างเยอะ” ผศ.วิจิตราอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่สื่อของไทย ด้าน ผศ.รุจน์ กล่าวถึงความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ว่า “หนังสือเล่มนี้แปลกตรงที่มันเรียบง่ายมากๆ จนกระทั่งถึงซับซ้อนมากๆ อยู่ในเล่มเดียวกัน อีกเรื่องที่ผมชอบ คือ มีความเป็นรูปธรรมสูงมาก มีตัวอย่างที่เป็น best practice อยู่ในชุมชนต่างๆ ทั่วโลก อย่างเช่น ตัวอย่างในหนังสือบอกว่าในแคลิฟอร์เนียสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนจากลม แสงอาทิตย์ และน้ำได้ 100% และเหลือขายได้ด้วย เป็นการยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้  “ในหนังสือมีการวิพากษ์วิจารณ์โซลาร์เซลล์ด้วย มีการพูดถึงปัญหาเรื่องการจัดการเช่นกัน หนังสือเล่มนี้ลึกๆ แล้วพยายามเชียร์ให้เราหันมาสนใจพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์ตรงประเด็นว่าต้องมีการจัดการรองรับในระดับหนึ่ง “หนังสือเล่มนี้จะเป็นอีกหนึ่งเสียงที่เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศ ทำให้เกิดบทสนทนาเพิ่มขึ้น ถ้าบทสนทนาดังขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีโอกาสในการช่วงชิงอำนาจกลับคืนมา” ผศ.รุจน์กล่าวถึงบทบาทที่เป็นไปได้ของหนังสือ ‘มายาคติพลังงาน 2’ * ข่าว * สังคม * สฤณี อาชวานันทกุล * ป่าสาละ * ธารา บัวคำศรี * วีรพร นิติประภา * พลังงาน * พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล * วีณารัตน์ เลาหภคกุล
11.03.2026 05:24 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาตั้งแต่ 14 มี.ค. เป็นต้นไป ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาตั้งแต่ 14 มี.ค. เป็นต้นไป auser15 Wed, 2026-03-11 - 11:27 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป โดยกำหนดเปิดประชุมตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป 11 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 แล้ว และมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ * ข่าว * การเมือง * ประชุมรัฐสภา
11.03.2026 04:34 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
เครือข่ายกะเหรี่ยงออกแถลงการณ์ ประณามความรุนแรงต่อชาติพันธุ์ ย้ำศาลเตี้ยไม่ใช่ความยุติธรรม เครือข่ายกะเหรี่ยงออกแถลงการณ์ ประณามความรุนแรงต่อชาติพันธุ์ ย้ำศาลเตี้ยไม่ใช่ความยุติธรรม auser15 Wed, 2026-03-11 - 11:17 เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยชุมชนกะเหรี่ยงใน 16 จังหวัด ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ทำร้ายบุคคลชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ชี้ว่าปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงความขัดแย้งส่วนบุคคล แต่สะท้อนคำถามสำคัญต่อสังคมไทยเรื่องการอยู่ร่วมกับความหลากหลาย พร้อมย้ำว่ากะเหรี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย การใช้ความรุนแรงหรือศาลเตี้ยไม่อาจอ้างว่าเป็นการปกป้องชาติได้ และเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งผลักดันการใช้กฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เป็นกรอบนโยบายเพื่อสร้างสังคมที่เคารพความหลากหลาย 11 มีนาคม 2569 เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ ต่อเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงต่อบุคคลชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ “มนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะเขาเกิดมาคล้ายกัน แต่มนุษย์ยิ่งใหญ่เพราะเขาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความแตกต่างโดยไม่ทำร้ายกัน” ในโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่งความหลากหลาย การอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม และต่างชาติพันธุ์ คือบททดสอบสำคัญของอารยธรรมของสังคม จากเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงต่อบุคคลชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการทำร้ายร่างกาย บังคับให้ขอโทษ และมีการกล่าวอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการ “สั่งสอน” หรือ “กู้ศักดิ์ศรีคนไทย” นั้น เครือข่ายกะเหรี่ยงมิได้ต้องการกล่าวหาหรือเข้าข้างใครเป็นการส่วนตัว แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์นี้มิได้เป็นเพียงเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างบุคคล หากแต่สะท้อนคำถามสำคัญต่อสังคมไทยว่า “เราจะยืนอยู่บนหลักการของความยุติธรรมหรือปล่อยให้ความเกลียดชังและศาลเตี้ยกลายเป็นเครื่องมือของสังคม" เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงใน 16 จังหวัดทั่วประเทศไทย ขอแสดงจุดยืนต่อสาธารณะดังต่อไปนี้ 1.กะเหรี่ยงคือส่วนหนึ่งของแผ่นดินนี้: เครือข่ายกะเหรี่ยงฯ ขอยืนยันว่าชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ร่วมสร้างบ้านเมืองมาอย่างยาวนานก่อนมีพรมแดนรัฐชาติ กะเหรี่ยงมิใช่ “คนนอก” แต่คือพลเมืองไทย 2.การทำร้ายคนต่างวัฒนธรรมไม่ใช่การปกป้องชาติ: ไม่เห็นด้วยกับการสร้างวาทกรรมว่าการทำร้ายกะเหรี่ยงคือการ “ปกป้องคนไทย” เพราะความเป็นไทยถูกหล่อหลอมจากความหลากหลาย ไม่ใช่ความเกลียดชัง 3.ศาลเตี้ยไม่ใช่ความยุติธรรม: ไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงหรือการตั้งศาลเตี้ยเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ว่าผู้ถูกกระทำจะเป็นใคร ในรัฐที่ยึดหลักนิติธรรม ไม่มีใครมีสิทธิ์ตั้งตนเป็นผู้พิพากษาเหนือกฎหมาย 4.ศักดิ์ศรีของมนุษย์ไม่มีลำดับชั้น: ไม่เห็นด้วยต่อการลดทอนคุณค่าของมนุษย์ผ่านการเหมารวมทางอัตลักษณ์ เพราะศักดิ์ศรีของมนุษย์ไม่เคยมีลำดับชั้น ข้อเสนอและข้อเรียกร้อง ขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านบนหลักความยุติธรรมและนิติธรรม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ขอให้หน่วยงานรัฐสอบสวนอย่างโปร่งใสและนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด เครือข่ายกะเหรี่ยงใน 16 จังหวัดจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดจนกว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จ ข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอให้มีการนำ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกรอบการพิจารณา เพื่อสร้างรากฐานสังคมที่เคารพความหลากหลาย   * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * กะเหรี่ยง * เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
11.03.2026 04:20 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
CrCF เตรียมยื่นหนังสืออัยการสูงสุด ตรวจสอบกรณี 'ลุงเปี๊ยก' แพะคดีป้าบัวผัน CrCF เตรียมยื่นหนังสืออัยการสูงสุด ตรวจสอบกรณี 'ลุงเปี๊ยก' แพะคดีป้าบัวผัน auser15 Wed, 2026-03-11 - 10:48 ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) เตรียมยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ให้ตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ. อรัญประเทศ กรณีทรมาน-ปฏิบัติโหดร้ายต่อ “ลุงเปี๊ยก” แพะในคดีป้าบัวผัน 11 มีนาคม 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) แจ้งข่าวว่า จากกรณีการฆาตกรรมนางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ” เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” สามีของนางบัวผัน เนื่องจากนายปัญญาตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ทำร้ายร่างกายนางบัวผันจนเสียชีวิต ทว่าภายหลังได้มีการเปิดเผยโดยสื่อมวลชนว่าผู้ที่ฆาตกรรมนางบัวผันคือกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อีกทั้งยังมีกระแสข่าวว่า หนึ่งในผู้ก่อเหตุเป็นลูกของตำรวจรวมอยู่ด้วย จนนำไปสู่การดำเนินคดีกับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้มีการเปิดเผยเกี่ยวกับกรณีการจับกุมนายปัญญาว่า ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ ร่วมกับตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชา รวม 8 คน ได้จับกุมตัวนายปัญญาโดยไม่แจ้งการจับต่อฝ่ายปกครองและอัยการในท้องที่ และควบคุมตัวเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยไม่ให้ติดต่อญาติ ซึ่งอาจถือเป็นพฤติกรรมปกปิดชะตากรรม รวมทั้งขณะสอบปากคำนายปัญญา เจ้าหน้าที่ได้ให้นายปัญญาถอดเสื้อ นั่งตากแอร์ ใช้ถุงดำคลุมศีรษะ และใช้เวลาในการสอบปากคำยาวนานตลอดคืน เพื่อให้นายปัญญาหวาดกลัว และรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่านางบัวผันในที่สุด หลังจากที่มีการเปิดเผยเหตุการณ์การจับกุมและสอบปากคำนายปัญญา รวมทั้งพบว่าอาจเข้าข่ายเป็นการบังคับให้บุคคลสูญหายและกระทำทรมานตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ โดยมีนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการฝ่ายสอบสวนขณะนั้นเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ นอกจากนี้ก็ยังมีอัยการผู้ใหญ่และพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอีกหลายคนร่วมสอบสวน ซึ่งคดีนี้ได้ล่วงเลยมากว่าสองปีแล้ว โดยไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียได้เผยแพร่คำพูดของ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งระบุว่า สำนักงานอัยการภาค 2 มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนดังกล่าวทุกคนเห็นตรงกันว่าผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศกระทำผิดอย่างแน่ชัด โดยสำนวนคดีดังกล่าว คณะสอบสวนได้มีการเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องต่ออัยการผู้รับผิดชอบในพื้นที่ ซึ่งก็คืออัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 แต่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องผู้กำกับการคนดังกล่าว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ในฐานะทนายความของนายปัญญา จึงมีกำหนดยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด ณ สำนักงานอัยการสูงสุด ชั้น 2 อาคารเอ (A) ศูนย์ราชการ (ถนนแจ้งวัฒนะ) ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. เพื่อเรียกร้องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบการสั่งคดีของพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 ในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 2 (จังหวัดระยอง) ว่ามีการสั่งคดีโดยชอบหรือไม่ หากการสั่งคดีเป็นไปตามข่าวที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์ดังกล่าว รวมทั้งในกรณีที่มีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 คน ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา เพียงบางข้อหา อาจแสดงว่าพนักงานอัยการฯ ภาค 2 สั่งคดีขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนคดีที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติเห็นควรสั่งฟ้องผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ กับพวก รวม 8 คน ไว้แล้ว กรณีการบังคับสูญหาย การทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อนายปัญญาโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ได้รับคำรับสารภาพ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดต่อกฎหมายไทยและกติกาสากล อีกทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสังคมโดยรวม จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บังคับบัญชา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้นายปัญญา ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้รับความเป็นธรรมและนำไปสู่การปฏิรูปการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับประชาชนคนใดอีกในอนาคต เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องควรต้องรับผิดชอบและถูกดำเนินคดีที่ได้จับกุมนายปัญญาโดยมิชอบ รวมทั้งหากมีพฤติกรรมอุ้มหายและกระทำทรมานหรือปฏิบัติที่โหดร้ายต่อนายปัญญาด้วย * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * มูลนิธิผสานวัฒนธรรม * CrCF * ลุงเปี๊ยก * คดีป้าบัวผัน
11.03.2026 03:53 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
บังคับใช้แล้วหลักเกณฑ์ชั่วโมงทำงานพยาบาลใหม่ เน้นความปลอดภัยผู้ป่วย-บุคลากร บังคับใช้แล้วหลักเกณฑ์ชั่วโมงทำงานพยาบาลใหม่ เน้นความปลอดภัยผู้ป่วย-บุคลากร auser15 Wed, 2026-03-11 - 10:04 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสภาการพยาบาล กำหนดชั่วโมงการทำงานตามช่วงเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 16 ชั่วโมง/สัปดาห์ และไม่เกิน 48 ชั่วโมง/สัปดาห์ ผู้บริหารต้องจัดตารางเวรการทำงานรวมไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง และไม่เกิน 52 ชั่วโมง/สัปดาห์ ให้รวมถึงการทำงานล่วงเวลา และ On Call ถ้าจำเป็นทำงานเกิน 12 ชม. ต้องไม่ติดต่อกันเกิน 3 วันใน 1 สัปดาห์ ลดความเสี่ยงจากการเหนื่อยล้า เพื่อความปลอดภัยผู้ป่วยและพยาบาล มีผล 11 มี.ค. 69 ภาพจาก: FB-Thiravat Hemachudha  11 มีนาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569  โดยมีผลบังคับใช้แล้ว เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดเวลาการทำงานของบุคลากรพยาบาลให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า และเสริมความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงาน รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สภาการพยาบาลตระหนักว่าการมีอัตรากำลังพยาบาลที่เพียงพอและเหมาะสมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันหากพยาบาลต้องทำงานเป็นเวลานานต่อเนื่องหรือมีเวลาพักระหว่างเวรไม่เพียงพอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์และส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยได้ ประกาศฉบับใหม่จึงกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานของพยาบาล อาทิ ให้ผู้บริหารการพยาบาลจัดตารางการทำงานโดยกำหนดชั่วโมงการทำงานรวม ไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง, ชั่วโมงการทำงานรวมไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยรวมชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาและการปฏิบัติงานจากการถูกเรียกตัว (On Call), กำหนดให้มีระยะเวลาพักระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง เพื่อลดความเหนื่อยล้าจากการทำงาน, หลีกเลี่ยงการจัดตารางเวรที่ทำให้กลับมาปฏิบัติงานเร็วเกินไป (Quick return) และลดความเสี่ยงจากการทำงานต่อเนื่องยาวนาน นอกจากนี้สถานพยาบาลยังต้องจัดให้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยของพยาบาล เช่น การจัดช่วงเวลาพักระหว่างเวร การฟื้นฟูหลังการทำงานหนัก รวมถึงการจัดพื้นที่พักสำหรับการพักผ่อนระหว่างเวร โดยเฉพาะในเวรกลางคืน เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงาน รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวยังส่งเสริมให้สถานพยาบาลจัดระบบบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการพยาบาลอย่างเหมาะสม รวมถึงการส่งเสริมสุขภาวะของพยาบาล การป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) และการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ “การกำหนดหลักเกณฑ์ชั่วโมงการทำงานครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารกำลังคนด้านการพยาบาล ลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน และเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว ประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ.2569 สภาการพยาบาลตระหนักถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า การใช้บริการกำลังพยาบาลเพียงพอ และเหมาะสมมีผลเชิงบวกต่อคุณภาพ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการให้บริการสุขภาพที่ปลอดภัยและมีคุณภาพแก่ผู้ป่วยและประชาชน รวมทั้งการปฏิบัติงานของพยาบาลที่มีชั่วโมงการทำงานต่อเนื่องยาวนาน หรือมีระยะเวลาการพักไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพยาบาล ที่ส่งผลต่อกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและคุณภาพการบริการสุขภาพ ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7(3) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2540  และที่แก้ไขเพิ่มเติม และข้อ 6(3) แห่งข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วยการกำหนดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2540 ประธานสภาการพยาบาล โดยมติที่ประชุมคณะกรรมการสภาการพยาบาล ครั้งที่  1/2565  เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 จึงออกประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2565 โดยประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และยกเลิกประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง นโยบายชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ฉบับวันที่ 17 เม.ย.2560 ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีใจความสำคัญเกี่ยวกับ ชั่วโมงการทำงาน ประกอบเป็นข้อๆ ข้อ 6 ผู้บริหารการพยาบาลของสถานพยาบาล ออกแบบและดำเนินการในการจัดเวลาการปฏิบัติงานของพยาบาล เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้เต็มศักยภาพและมีความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและพยาบาล   ข้อ 7 กำหนดให้มีการจำกัดชั่วโมงการทำงานของพยาบาลตามช่วงเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ข้อ 8 ผู้บริหารการพยาบาลต้องจัดตารางการปฏิบัติงาน โดยควบคุมให้ชั่วโมงการทำงานรวมของพยาบาลไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ การคำนวณชั่วโมงการทำงานรวม ให้รวมถึงชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา และชั่วโมงการปฏิบัติงานจริงจากการถูกเรียกตัว (On Call) ด้วย การทำงานล่วงเวลาเป็นสิทธิของบุคคล และเป็นไปตามความสมัครใจ ทั้งนี้ ผู้บริหารการพยาบาลต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าของพยาบาล โดยมีเงื่อนไขการจัดตารางการปฏิบัติงาน ดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย (1) กำหนดให้มีระยะเวลาพักฟื้นระหว่างเวร (Recovery time between shifts) ไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง (2) หลีกเลี่ยงรูปแบบการจัดตารางเวรที่มีความเสี่ยงสูง โดยต้องไม่จัดให้กลับมาทำงานเวรถัดไปเร็วเกินไป (Quick return) แม้จะมีระยะเวลาพักฟื้นระหว่างเวรตามข้อ (2) (3) จัดให้มีการฟื้นฟูภายหลังการปฏิบัติงานที่มีภาระสูงหรือเกินปกติ โดยจัดให้มีวันพักหรือเวลาพักชดเชยที่เหมาะสม (4) จัดให้มีช่วงเวลาพักสั้น ๆ หรือการงีบหลับเชิงกลยุทธ์ (Strategic napping) โดยเฉพาะในการปฏิบัติงานเวรกลางคืน โดยสถานพยาบาลต้องจัดสัดส่วนพื้นที่พัก และจัดระบบการดูแลผู้ป่วยทดแทนที่ปลอดภัย เพื่อลดความเหนื่อยล้าสะสมระหว่างการปฏิบัติงาน ข้อ 9  ผู้บริหารการพยาบาล ต้องไม่จัดตารางการปฏิบัติงานที่ทำให้พยาบาลปฏิบัติงานเกินวันละ 12 ชั่วโมง -ในกรณีที่จัดให้ปฏิบัติงานวันละ 12 ชั่วโมง ต้องไม่จัดให้ปฏิบัติงานติดต่อกันเกิน 3 วัน ภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ หรืออาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและพยาบาล ข้อ 10 ในกรณีที่สถานพยาบาลมีความจำเป็นต้องจัดให้พยาบาลปฏิบัติงานเกินชั่วโมงการทำงานตามข้อ8 หรือข้อ 9 ให้กระทำได้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วนและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นการพิจารณาและอนุญาตของผู้บริหารการพยาบาล ในการพิจารณาอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้หมายถึง กรณีที่มีอุบัติการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้า หรือมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยในระดับวิกฤต ทั้งนี้ สถานพยาบาลต้องจัดให้มีแผนบริหารจัดการความต่อเนื่อง (Business Continuity Plan : BCP) และมาตรการแก้ไขปัญหาอัตรากำลังในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อมิให้มีการปฏิบัติงานเกินชั่วโมงการทำงานสะสมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดติดต่อกันเกินกว่าช่วงเวลาที่จำเป็น ข้อ 11 เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วยและพยาบาล และสนับสนุนการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรบุคคลด้านการพยาบาลอย่างเหมาะสม ผู้บริหารการพยาบาลควรหลีกเลี่ยงการจัดตารางการปฏิบัติงานแบบเวรหมุนตลอด 24 ชั่วโมง (24-hour rotating shifts) ที่มีการเปลี่ยนช่วงเวลาการทำงานบ่อยครั้ง โดยเฉพาะรูปแบบที่อาจทำให้ระยะเวลาพักฟื้นระหว่างเวรไม่เพียงพอหรือก่อให้เกิดการกลับมาปฏิบัติงานเวรถัดไปเร็วเกินไป (quick return) ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจัดตารางเวรแบบหมุน ผู้บริหารการพยาบาลควรพิจารณาใช้การหมุนเวรแบบไปข้างหน้า (forward-rotating shifts) และต้องจัดให้มีระยะเวลาพักฟื้นระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง ทั้งนี้ ควรส่งเสริมการจัดเวรแบบคงที่ (fixed shifts) หรือรูปแบบผสม (hybrid shifts) ตามบริบทของหน่วยงาน โดยคำนึงถึงความสมัครใจของพยาบาล ลักษณะงาน และความปลอดภัยของผู้ป่วย เป็นสำคัญ ข้อ 12 พยาบาลต้องตระหนักและพิจารณาถึงความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจของตนเองในการปฏิบัติงานก่อนการตัดสินใจปฏิบัติงานล่วงเวลา หรือการปฏิบัติงานต่อเนื่องหลายเวร (back-to-back shifts) ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยต่อตนเอง ผู้ป่วย และผู้รับบริการ ข้อ 13 แม้ว่าการทำงานล่วงเวลาจะเป็นไปตามความสมัครใจของพยาบาล แต่ผู้บริหารการพยาบาล ต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการทำงานต่อเนื่องยาวนานที่อาจก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าและความไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วยและพยาบาล ทั้งนี้ อาจพิจารณาใช้การประเมินความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ (Pre-Overtime Fitness for Duty Assessment) ก่อนจัดตารางการปฏิบัติงานล่วงเวลาหรืออนุญาตให้พยาบาลปฏิบัติงานล่วงเวลา ข้อ 14 ผู้บริหารการพยาบาล และฝ่ายบริหารของสถานพยาบาล ต้องจัดให้มีระบบสนับสนุนเชิงองค์กร เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ของพยาบาล โดยครอบคลุมทั้งการจัดการภาระงานและเวลาการทำงานที่เหมาะสม การส่งเสริมสุขอนามัยการนอนหลับ การจัดการความเครียด การดูแลด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย รวมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เอื้อต่อการฟื้นตัวของร่างกายและจิตใจ ลดความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย ข้อ 15 ภายใต้ระบบสนับสนุนเชิงองค์กรตามข้อ 14 ผู้บริหารสถานพยาบาลและผู้บริหารการพยาบาล ต้องส่งเสริมให้พยาบาลมีความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในการจัดสมดุลระหว่างการทำงาน การพัฒนาตนเอง การดูแลครอบครัว และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยไม่ก่อให้เกิดภาระหรือความเสี่ยงต่อความปลอดภัยจากการทำงาน เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในการประกอบวิชาชีพการพยาบาล และลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟในการทำงาน ข้อ 16 ให้ผู้บริหารการพยาบาลนำหลักเกณฑ์ตามประกาศนี้ไปใช้ในการจัดตารางการปฏิบัติงานของช่วยพยาบาลหรือพนักงานช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย หรือบุคคลในทีมการพยาบาลโดยอนุโลม ประกาศ ณ วันที่ 17กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 รองศาสตราจารย์ สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ นายกสภาการพยาบาล   * ข่าว * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * พยาบาล * บุคลากรทางการแพทย์ * คนทำงานสาธารณสุข
11.03.2026 03:09 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
'วัดคำประมง' โมเดลสถานชีวาภิบาลระบบบัตรทองดูแลผู้ป่วยระยะท้าย 'วัดคำประมง' โมเดลสถานชีวาภิบาลระบบบัตรทองดูแลผู้ป่วยระยะท้าย auser15 Wed, 2026-03-11 - 09:26 “วัดคำประมง” โมเดล “สถานชีวาภิบาล” ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เน้นคุณภาพชีวิตตามแนวทาง “พระอาจารย์ปพนพัชร์ จิรธัมโม” ผสานสมุนไพร–แพทย์แผนไทย-แพทย์แผนปัจจุบัน ด้าน ผอ.สถานชีวาภิบาลต้นแบบอโรคยศาล ระบุ หลังถอดบทเรียน "อโรคยศาล วัดคำประมง รอยยิ้มที่ปลายทาง” มีผู้ขอเข้ารับบริการเพิ่ม รองรับผู้ป่วยได้ 60 ราย เฉลี่ยผู้ป่วยรายใหม่ 20-25 ราย/เดือน เผยหลังร่วมเป็นหน่วยบริการมาตรา 3 ระบบบัตรทอง ทำให้มีเงินสนับสนุนเพิ่มเติม ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ยกระดับการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำโดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. พร้อมด้วย นพ.นพรัตน์ พันธุเศรษฐ์ ผู้อำนวยการ สปสช.เขต 8 อุดรธานี และคณะ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของ “สถานชีวาภิบาลวัดคำประมง (อโรคยศาล)” อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ภายหลังที่ได้ร่วมเป็นสถานชีวาภิบาล หน่วยบริการมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ด้วยแนวทางการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในช่วงท้ายของชีวิต พร้อมเยี่ยมผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลภายในสถานชีวาภิบาลแห่งนี้ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ในครั้งนี้ได้เข้ากราบนมัสการ พระอาจารย์ปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง ผู้ก่อตั้งและพัฒนาแนวทางการดูแลนี้ นำสมุนไพรตำรับวัดคำประมงมาใช้บรรเทาอาการข้างเคียงจากโรคมะเร็งและการรักษาด้วยเคมีบำบัด ควบคู่กับการติดตามอาการตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน รวมถึงการใช้สมาธิบำบัดและหลักธรรมะ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยและครอบครัว ทำให้เป็นต้นแบบในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่เชื่อมโยงบทบาทของวัด ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ นพ.จเด็จ กล่าวว่า การลงพื้นที่พบว่าการใช้สมุนไพรในรูปแบบ “ยาตำรับ” ควบคู่กับการดูแลตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน สามารถช่วยเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายได้ดี โดยเฉพาะด้านสุขภาพจิต ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของการดูแลผู้ป่วยที่วัดคำประมง ซึ่งเป็นแนวทางี่สอดคล้องกับนโยบาย สปสช. ที่ผลักดันให้การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ปัจจุบันมียาแผนไทยประยุกต์ในรูปแบบแคปซูลบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรประมาณ 120 รายการ และในปีนี้ขยายไปสู่กลุ่ม “ยาตำรับไทย” หรือยาสมุนไพรแบบต้มดื่ม เป็นครั้งแรก โดยจะเริ่มนำร่องในบางกลุ่มโรค เช่น โรคสะเก็ดเงิน “การใช้ยาแผนไทยไม่เพียงเพิ่มทางเลือกในการดูแลผู้ป่วย แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรและการผลิตยาในท้องถิ่น เพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือกันจะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ไม่จำเป็นได้อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากที่สถานชีวาภิบาลวัดคำประมงฯ แล้ว ยังได้เข้าเยี่ยมชมโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น ที่มีการผลิตยาแผนไทยประยุกต์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับด้วย” เลขาธิการ สปสช. กล่าว ด้าน นางสาววิไลลักษณ์ ตันติตระกูล ผู้อำนวยการสถานชีวาภิบาลต้นแบบอโรคยศาล วัดคำประมง กล่าวว่า ภายหลังได้รับการขึ้นทะเบียนร่วมเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ทาง สปสช. ได้สนับสนุนงบประมาณแบบเหมาจ่ายรายหัวสำหรับผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ทำให้การบริหารจัดการงบประมาณที่ก่อนหน้านี้ต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียวมีความคล่องตัวมากขึ้น และช่วยยกระดับการดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จากการถอดบทเรียน "อโรคยศาล วัดคำประมง รอยยิ้มที่ปลายทาง” ที่ สปสช. ได้เผยแพร่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังช่วยให้สถานชีวาภิบาลวัดคำประมงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ส่งผลให้มีผู้ป่วยทั้งชาวไทยและต่างชาติติดต่อขอเข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายตามแนวทางการรักษาของหลวงตาปพนพัชร์ ซึ่งมีประสิทธิผลและมีผลข้างเคียงต่ำ นางสาววิไลลักษณ์ กล่าวต่อว่า ในการคัดกรองผู้ป่วยเข้าสู่การดูแลนั้น จะเน้นกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงสูง ใช้เกณฑ์คะแนนความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) ระหว่าง 0–11 หรือคะแนนสมรรถภาพผู้ป่วยประคับประคอง (PPS) ต่ำกว่า 50 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนประมาณ 10,442 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งต้องไม่ซ้ำซ้อนกับการลงทะเบียนผู้ป่วยประคับประคองในสถานพยาบาลอื่น ซึ่งปัจจุบันสามารถรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 60 รายต่อเดือน โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 20–25 รายต่อเดือน ระยะเวลาการดูแลขั้นต่ำประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ สถานชีวาภิบาลยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ชุมชนเป็นฐานการดูแล” เปิดโอกาสให้ผู้มีสุขภาพดี จิตอาสา และผู้ที่มีความทุกข์ทางใจ ได้เข้ามาเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตร่วมกับผู้ป่วย พร้อมทั้งมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เช่น คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรด้านการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้มีคุณภาพ “งบที่ได้รับจาก สปสช. ทำให้เราบริหารจัดการได้คล่องตัวมากขึ้น โดยเงินบริจาคสามารถนำมาใช้ดูแลผู้ป่วยในมิติอื่นๆ ได้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น ค่าเดินทาง การช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงการดูแลเรื่องภาระสุดท้ายของชีวิต การจัดพิธีศพและการส่งศพกลับภูมิลำเนา ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงินของครอบครัวผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ” ผอ.สถานชีวาภิบาลต้นแบบอโรคยศาลฯ กล่าว   * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สปสช. * สุขภาพ * สถานชีวาภิบาล * วัดคำประมง * ผู้ป่วยระยะท้าย
11.03.2026 02:33 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
ปฏิรูปการเมืองไทย: เริ่มที่ประปาหรือที่คูหาเลือกตั้ง? ปฏิรูปการเมืองไทย: เริ่มที่ประปาหรือที่คูหาเลือกตั้ง? สุขทวี สุวรรณชัยรบ   sarayut Wed, 2026-03-11 - 07:07 สำหรับชาวบ้านจำนวนไม่น้อย การเลือกตั้งไม่ใช่เพียงการแข่งขันเชิงอุดมการณ์ แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงรัฐในชีวิตประจำวัน น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ถนนชำรุด เอกสารราชการล่าช้า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในอนาคต หากต้องการคำตอบทันที และในหลายพื้นที่ คำตอบนั้นมักมาในรูปของ คนกลางทางการเมืองที่ช่วยประสาน แก้ไข หรือเร่งรัดในพื้นที่ที่บริการของรัฐยังไม่ทั่วถึง ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์จึงไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมทางการเมือง หากเป็นกลไกความอยู่รอด การมีเครือข่ายหัวคะแนนหมายถึงมีคนสั่งงานตามเรื่องการประปา ประสานไฟฟ้า หรือช่วย“ผลักดัน”เอกสาร การเมืองแบบบ้านใหญ่จึงไม่ได้ดำรงอยู่เพราะประชาชนไม่เข้าใจนโยบาย หากแต่อยู่เพราะมันเติมเต็มช่องว่างของรัฐ ด้วยหลักฐานและข้อมูลโต้แย้งจำนวนไม่น้อยที่ตั้งคำถามต่อความโปร่งใสและผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ควรวิเคราะห์ว่าเหตุใดพรรคที่เน้นขายนโยบายและลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่นจึงเผชิญความนิยมตกต่ำลงว่าเป็นเพราะกระแสชาตินิยม ความไม่ดึงดูดของผู้นำพรรค แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ มีปัจจัยเชิงโครงสร้างหนึ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง นั่นคือบทบาทของนักการเมืองแบบบ้านใหญ่และเครือข่ายหัวคะแนนในบริบทที่ระบบบริการของรัฐยังทำงานแบบกึ่งดิบกึ่งดี เมื่อมองผ่านแว่นนี้ การที่พรรคแนวปฏิรูปชนะทุกเขตในกรุงเทพฯ อาจอธิบายได้ทั้งจากคะแนนนิยม และจากบริบทของเมืองหลวงที่ต่างออกไป กรุงเทพฯ มีระบบสาธารณูปโภคและหน่วยงานรัฐที่ พอทำงานได้อยู่แล้ว แม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็ไม่ล่มสลาย คุณค่าของเครือข่ายอุปถัมภ์จึงลดลง การเข้าถึงรัฐจึงไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลางทางการเมืองมากนัก ประชาชนจึงมีอิสระในการเลือกบนฐานของนโยบายและวิสัยทัศน์ระดับประเทศมากกว่า ปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันนี้อาจช่วยอธิบายได้ว่า เหตุใดจังหวัดอย่างลำพูนจึงเลือก สส. จากพรรคประชาชนมายกจังหวัด เพราะในพื้นที่ที่พรรคสามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับชาติกับการตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันได้ ประชาชนก็พร้อมจะลงคะแนนบนฐานความหวัง ไม่ใช่บนฐานการพึ่งพา แต่น่าสังเกตว่า หลายคนรวมถึงอดีต สส. บ่นว่าประชาชนยังไม่เข้าใจว่า สส. มีไว้ออกกฎหมาย ไม่ใช่มีไว้แก้ปัญหาท้องถิ่น ความเข้าใจผิดนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่เข้าใจของประชาชน หากเกิดจากเงื่อนไขที่รัฐและนักการเมืองสร้างขึ้นเอง เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและข้าราชการไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ประชาชนก็เดินไปหาช่องทางที่จับต้องได้ ซึ่งในหลายกรณีคือตัวแทนการเมืองที่มีสายสัมพันธ์ มีอิทธิพล และพร้อมจะช่วยได้ ด้วยเหตุนี้เอง บางพรรคการเมืองจึงอาจจะไม่ต้องการพัฒนาให้ระบบมันดีจนนักการเมืองท้องถิ่นไม่จำเป็นหรือไม่มีบุญคุณกับประชาชนอีกต่อไป ปล่อยให้ระบบมันกึ่งเลวกึ่งร้ายไปแบบนี้ ตัวเองจะได้ยังเป็นผู้ใหญ่ที่ให้ความช่วยเหลือได้อีกต่อไป ระบบอุปถัมภ์จึงไม่ได้อยู่รอดโดยบังเอิญ แต่ถูกผลิตซ้ำอย่างจงใจโดยผู้ที่ได้ประโยชน์จากมัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ทำไมชาวบ้านยังเลือกบ้านใหญ่ แต่คือ ทำอย่างไรให้ไม่ต้องพึ่งบ้านใหญ่ หากรัฐสามารถให้บริการพื้นฐานอย่างทั่วถึง โปร่งใส และตอบสนองได้จริง ความจำเป็นของการพึ่งพิงเครือข่ายอุปถัมภ์ก็จะค่อยๆ ลดลง การลดการพึ่งพิงนี้ไม่ได้หมายถึงการทำลายความสัมพันธ์ในชุมชน แต่หมายถึงการทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานไม่ต้องแลกกับสายสัมพันธ์ทางการเมือง ในทางหลักการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมาย กำหนดทิศทางประเทศ และเลือกฝ่ายบริหาร ขณะที่การดูแลบริการสาธารณะควรเป็นหน้าที่ของข้าราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากบทบาทเหล่านี้ทำงานได้ตามเจตนารมณ์ของระบบ การเลือกตั้งก็จะสะท้อนความเห็นเชิงนโยบายมากกว่าความจำเป็นเชิงอุปถัมภ์ การปฏิรูปการเมืองไทยจึงอาจไม่ได้เริ่มจากการโน้มน้าวให้ประชาชน เลือกให้ถูก เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการทำให้รัฐทำหน้าที่ของตนเองได้ดีพอ เมื่อไฟสว่าง น้ำไหล ถนนใช้ได้ และบริการรัฐเข้าถึงได้โดยไม่ต้องโทรหาผู้มีอิทธิพล การเมืองก็จะค่อยๆ เคลื่อนจากระบบพึ่งพาไปสู่ระบบที่ประชาชนเลือกด้วยเสรีภาพและศักดิ์ศรีมากขึ้น ท้ายที่สุด การทำให้การเลือกตั้งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย จะไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนใจประชาชนเท่านั้น แต่อยู่ที่การเปลี่ยนโครงสร้างความจำเป็นในชีวิตประจำวันของพวกเขาด้วย   * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ปฏิรูปการเมืองไทย * การเลือกตั้ง * สุขทวี สุวรรณชัยรบ
11.03.2026 00:25 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
Empowered แต่เท่าเทียมหรือไม่? ชวนทบทวนความหมายของความเท่าเทียมทางเพศในประเทศไทย Empowered แต่เท่าเทียมหรือไม่? ชวนทบทวนความหมายของความเท่าเทียมทางเพศในประเทศไทย sarayut Wed, 2026-03-11 - 06:59 คุณคิดว่าความเท่าเทียมทางเพศยังเป็นปัญหาในประเทศไทยอยู่หรือไม่? ไม่ว่าคำตอบจะเป็นใช่หรือไม่ใช่ การอธิบายเหตุผลกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะในช่วงวันสตรีสากล เรามักเห็นข่าวที่เฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้หญิง พาดหัวข่าวพูดถึงผู้หญิงที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำองค์กร ประสบความสำเร็จในอาชีพที่ต้องใช้ทักษะสูง หรือทำลายกำแพงในสาขาที่เคยถูกครอบงำโดยผู้ชาย เมื่อมองเพียงผิวเผิน ก็อาจดูเหมือนว่าผู้หญิงไทยได้ก้าวหน้าไปไกลมากแล้ว แต่เมื่อมองที่ข้อมูลเชิงสถิติ ภาพที่เห็นกลับซับซ้อนกว่านั้น อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 59 ขณะที่ของผู้ชายอยู่ที่ร้อยละ 75 ผู้หญิงยังใช้เวลาในการทำงานบ้านและงานดูแลครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนมากกว่าผู้ชายกว่า 3 เท่า และมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 15.7 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดหลายอย่างก็สะท้อนความก้าวหน้าที่สำคัญ ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกในด้านความเท่าเทียมทางเพศในการศึกษา ผู้หญิงคิดเป็นร้อยละ 58.6 ของข้าราชการทั้งหมด แม้ว่ายังมีสัดส่วนน้อยในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ในภาคเอกชน ผู้หญิงดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงร้อยละ 32 และครองที่นั่งในคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียนร้อยละ 20.4 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในอาเซียน นอกจากนี้ ช่องว่างค่าจ้างระหว่างหญิงและชายของไทยยังถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก เมื่อพิจารณาตัวเลขเหล่านี้ร่วมกัน ประเทศไทยอาจดูเหมือนไม่ได้ทำได้แย่ในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และในบางมิติ ความก้าวหน้าก็เห็นได้อย่างชัดเจน งานวิจัยด้านเพศภาวะและการมีส่วนร่วมทางสังคมในภาคเกษตรของไทยช่วยเพิ่มอีกชั้นหนึ่งให้กับภาพนี้ ภาคเกษตรกรรมยังคงเกี่ยวข้องกับประชากรราวหนึ่งในสามของประเทศ และแรงงานเกษตรมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง การสัมภาษณ์เกษตรกรจำนวนมากมักพบว่าผู้หญิงมองว่าตนเองเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมในการตัดสินใจทั้งในครัวเรือนและในฟาร์ม การศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พบว่า เกษตรกรหญิงในภาคกลางของประเทศไทยถึงร้อยละ 84.4 รายงานว่าตนเองรู้สึก empowered (มีอำนาจและบทบาทในการตัดสินใจ) ซึ่งสูงกว่าผู้ชายเล็กน้อยในการสำรวจเดียวกัน ผลการศึกษาเช่นนี้อาจยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่ว่าความเท่าเทียมทางเพศในประเทศไทยกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ต่างจากบางประเทศในโลกที่ยังมีการต่อต้านอย่างเปิดเผยต่อผู้หญิงที่ต้องการการศึกษา อาชีพ หรือบทบาทผู้นำ ส่วนหนึ่งของคำอธิบายอาจมาจากประวัติศาสตร์ทางสังคมของภูมิภาค นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักอธิบายว่าสังคมในภูมิภาคนี้มีลักษณะ “matrifocal” หรือมีผู้หญิงเป็นศูนย์กลางในระดับครัวเรือน ผู้หญิงมักมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการการเงินและทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ในหลายครอบครัวไทย ผู้หญิงเป็นผู้ดูแลเงินออม การตัดสินใจด้านการเงิน และการค้าขายในระดับชุมชน ด้วยเหตุนี้ การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิงจึงปรากฏให้เห็นมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อวัดผ่านตัวชี้วัดอย่างการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน การเป็นผู้ประกอบการ หรือรายได้ ประเทศไทยจึงอาจดูเหมือนเป็นสังคมที่ค่อนข้างเท่าเทียม แต่เหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงไม่นานมานี้กลับเผยให้เห็นความขัดแย้งที่ลึกกว่านั้น ในช่วงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ลูกสาวของนักการเมืองหญิงคนหนึ่งที่ช่วยทำกิจกรรมหาเสียง กลายเป็นเป้าหมายของคอมเมนต์เชิงคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ ไม่นานหลังจากนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงที่อายุน้อยที่สุดที่เคยได้รับเลือกตั้ง ก็เผชิญกับกระแสคอมเมนต์ในลักษณะเดียวกันที่มุ่งวิจารณ์รูปร่างหน้าตาของเธอ สิ่งสำคัญคือ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจและมีอภิสิทธิ์อยู่แล้ว และนั่นทำให้ความขัดแย้งนี้ยิ่งมองข้ามได้ยาก ประเทศไทยได้สร้างความก้าวหน้าอย่างปฏิเสธไม่ได้ในการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาและตลาดแรงงานมากขึ้น แต่ความก้าวหน้าไม่ควรถูกเข้าใจว่าเท่ากับการบรรลุเป้าหมายแล้ว วิธีที่เราวัดความเท่าเทียมทางเพศในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มุ่งเน้นสิ่งที่อาจเรียกว่า “ความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ (Formal Equality)” ตัวชี้วัดด้านการพัฒนาที่ใช้โดยองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก หรือสหประชาชาติ มักเน้นผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ เช่น การศึกษา การมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ค่าจ้าง และการเป็นผู้นำ ตัวชี้วัดเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะสะท้อนว่าประเทศไทยได้ก้าวไปข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเหล่านี้ก็สะท้อนมุมมองการพัฒนารูปแบบหนึ่ง ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและผลิตภาพ ในกรอบคิดเช่นนี้ ความเท่าเทียมมักหมายถึงความสามารถในการเข้าสู่ตลาด สถาบัน หรือโครงสร้างอำนาจ อย่างไรก็ตาม ความเท่าเทียมเชิงรูป (Formal Equality) แบบไม่ได้แปลว่าจะนำไปสู่ความเท่าเทียมในชีวิต (Lived Equaility) จริงเสมอไป หากมองให้ลึกกว่าตัวชี้วัดเหล่านี้ ภาพอีกด้านหนึ่งก็จะปรากฏขึ้น ข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ (One Stop Crisis Center) ของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในแต่ละปีมีรายงานกรณีความรุนแรงต่อผู้หญิงประมาณ 30,000 กรณี แต่มีเพียงราว 5,000 กรณีที่ถูกบันทึกโดยตำรวจ และประมาณ 1,500 กรณีเท่านั้นที่นำไปสู่การจับกุม งานวิจัยยังพบว่า 60–70 เปอร์เซ็นต์ของกรณีความรุนแรงในครอบครัว เกิดจากสามีหรือแฟนทำร้ายคู่ของตนเอง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถิติวัดได้ กับประสบการณ์จริงของผู้หญิง ผู้หญิงในประเทศไทยอาจมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา งาน และตำแหน่งผู้นำมากขึ้น แต่ในชีวิตประจำวัน หลายคนยังต้องเผชิญกับความคาดหวังเกี่ยวกับการแต่งกาย การวางตัว และภาพลักษณ์ การคุกคามทางเพศ การถูกตรวจสอบทางศีลธรรม และความกังวลด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องเผชิญในแบบที่ผู้ชายจำนวนมากไม่ต้องเจอ นี่คือความแตกต่างระหว่าง ความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ (Formal Equality) กับ ความเท่าเทียมในชีวิตจริง (Lived Equaility) ความเท่าเทียมไม่ได้หมายถึงเพียงการที่ผู้หญิงสามารถเข้าร่วม หรือประสบความสำเร็จภายในสถาบันต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตและเคลื่อนไหวในสังคม ด้วยศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และความเคารพ ในระดับเดียวกับผู้ชาย ประเทศไทยได้ก้าวหน้าไปมากจริง ๆ แต่ตราบใดที่ความเท่าเทียมในชีวิตจริงยังไม่ตามทันความเท่าเทียมเชิงโครงสร้าง คำถามหนึ่งก็ยังคงอยู่ เราเท่าเทียมกันจริงๆ หรือเพียงแค่เป็นสังคมที่ผู้หญิงถูก empowered มากขึ้นเท่านั้น?   * บทความ * สังคม * สิทธิมนุษยชน * ความเท่าเทียมทางเพศ * ธัญพิชชา ไกรกาญจน์ * ความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ * ความเท่าเทียมในชีวิตจริง
11.03.2026 00:08 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
การอธิบายท่าทีต่อต้านสิทธิ LGBTQ ของเกย์หรือเลสเบี้ยนบางส่วนผ่านทฤษฎี System Justification: กรณีการใช้คำนำหน้า “นางสาว (Miss)” สำหรับผู้หญิงข้ามเพศในประเทศไทย การอธิบายท่าทีต่อต้านสิทธิ LGBTQ ของเกย์หรือเลสเบี้ยนบางส่วนผ่านทฤษฎี System Justification: กรณีการใช้คำนำหน้า “นางสาว (Miss)” สำหรับผู้หญิงข้ามเพศในประเทศไทย ณัฐวุฒิ พิมพา วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล   sarayut Wed, 2026-03-11 - 06:52 บทสนทนาเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้านามของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศนำมาซึ่งประเด็นมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ทำไมชาว LGBTQ จำนวนหนึ่งจึงเลือกที่จะไม่สนับสนุน และ มีทีท่าไม่เป็นมิตรต่อแนวคิดนี้ ? ทฤษฎี System Justification (SJT) ซึ่งพัฒนาโดย John T. Jost และ Mahzarin R. Banaji ในปี 1984 น่าจะเป็นหนึ่งในหลายกรอบแนวคิดสำคัญที่ช่วยอธิบายว่าทำไมสมาชิกของกลุ่มที่ถูกกดทับในสังคม เช่นผู้มีความหลากหลายทางเพศ บางครั้งจึงสนับสนุนหรือปกป้องระบบทางสังคมที่สร้างความไม่เท่าเทียมให้กับตนเองและกดทับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศด้วยกันเอง ทฤษฎีนี้เสนอว่า มนุษย์มีแรงจูงใจทางจิตวิทยาที่ต้องการมองว่าระบบสังคมที่ตนอยู่มีความยุติธรรม ชอบธรรม และมีเสถียรภาพ แม้ว่าระบบนั้นจะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำก็ตาม ความเชื่อนี้มาจากการโอนอ่อนให้คนกลุ่มใหญ่ และมีหน้าที่ช่วยลดความไม่แน่นอน ความวิตกกังวล และความขัดแย้งทางสังคม ส่งผลให้บุคคลจำนวนหนึ่งเลือกที่จะยอมรับหรือปกป้องบรรทัดฐานที่ครอบงำอยู่ในสังคม ถึงแม้นว่ามันจะส่งผลกระทบเชิงลบหรือบวกก็ตาม ในบริบทของเพศและความหลากหลายทางเพศ ระเบียบแบบแผนแบบรักต่างเพศ (heteronormativity) ซึ่งถือว่าความสัมพันธ์แบบชาย–หญิงและระบบเพศแบบสองขั้วเป็นเรื่อง “ปกติ” และพึงประสงค์ทางสังคม ถือเป็นโครงสร้างทางสังคมที่มีอำนาจสูงในหลายประเทศ ภายใต้กรอบของ System Justification Theory แม้แต่บุคคลที่เป็นชนกลุ่มน้อยทางเพศก็อาจยอมรับหรือสนับสนุนบรรทัดฐานดังกล่าวได้ การสนับสนุนระบบที่ครอบงำนี้อาจมอบประโยชน์ทางจิตวิทยาบางประการ เช่น ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ความปลอดภัยทางสังคม หรือการได้รับการยอมรับในสถาบันและองค์กรที่ยังคงยึดถือบรรทัดฐานแบบรักต่างเพศ กรอบแนวคิดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไม เกย์หรือเลสเบี้ยนบางคนจึงอาจแสดงท่าทีต่อต้านคนกลุ่มเดียวกันในที่สาธารณะ หรือพยายามสร้างระยะห่างจากชุมชน LGBTQ โดยเฉพาะในบริบทที่การได้รับการยอมรับขึ้นอยู่กับการปรับตัวให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางเพศของสังคมกระแสหลัก การแสดงออกเช่นนี้สามารถถูกมองว่าเป็นความพยายามในการแสดงความภักดีต่อระบบสังคมที่มีอยู่ เพื่อส่งสัญญาณว่าตนเป็นบุคคลที่ “เคารพกติกาสังคม” หรือไม่เป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนปรากฏการณ์นี้ได้คือ การถกเถียงในสังคมไทยเกี่ยวกับการให้ผู้หญิงข้ามเพศใช้คำนำหน้าชื่อ “นางสาว (Miss)” ในบริบททางกฎหมายหรือสังคม ในระบบราชการไทย คำนำหน้าชื่ออย่าง “นางสาว” historically ผูกโยงกับสถานะ “เพศหญิงตามกฎหมาย” ซึ่งกำหนดจากเพศกำเนิด เนื่องจากกฎหมายไทยยังคงกำหนดการระบุเพศในเอกสารราชการแบบสองขั้ว ผู้หญิงข้ามเพศจึงมักไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้คำนำหน้าที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของตน การอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นนี้บางครั้งเผยให้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ เกย์หรือเลสเบี้ยนบางส่วนกลับแสดงท่าทีไม่สนับสนุนการใช้คำว่า “นางสาว” ของผู้หญิงข้ามเพศ โดยให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้เกิดความสับสนในระบบราชการ หรือกระทบต่อโครงสร้างทางเพศที่สังคมคุ้นเคย หากพิจารณาผ่านกรอบของ System Justification Theory ปรากฏการณ์นี้สามารถตีความได้ว่าเป็น พฤติกรรมที่ช่วยค้ำจุนระบบสังคมเดิม (system-supporting behavior) แม้จะเกิดขึ้นจากสมาชิกของกลุ่มที่ถูกกดทับเองก็ตาม ทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นว่า บุคคลบางคนอาจสนับสนุนสถานะเดิมของสังคมเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางจิตใจหรือความตึงเครียดทางสังคม ในสังคมที่โครงสร้างเพศแบบดั้งเดิมยังคงมีอำนาจสูง การยอมรับหรือปกป้องโครงสร้างดังกล่าวถึงแม้นว่ามันจะจำกัดสิทธิของคนบางกลุ่ม เขาทำเพราะคิดว่ามันอาจช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงและความชอบธรรมทางสังคม สำหรับเกย์หรือเลสเบี้ยนที่ได้รับการยอมรับบางส่วนในสังคมอยู่แล้ว การสนับสนุนโครงสร้างทางเพศแบบเดิมอาจช่วยรักษาสถานะของตนในระบบนั้นได้ อีกกลไกหนึ่งที่ทฤษฎี System Justification อธิบายคือ การสร้างลำดับชั้นภายในกลุ่มคนชายขอบเอง (intra-minority hierarchy) เมื่อระบบสังคมให้การยอมรับบางอัตลักษณ์มากกว่าอัตลักษณ์อื่น บุคคลที่ได้รับการยอมรับบางส่วนอาจพยายามสร้างความแตกต่างระหว่างตนกับกลุ่มที่ถูกตีตรามากกว่า ในบริบทของไทย เกย์และเลสเบี้ยนในบางสภาพแวดล้อมทางสังคมหรือองค์กรอาจได้รับการยอมรับมากกว่าผู้หญิงข้ามเพศ การสนับสนุนกฎเกณฑ์แบบดั้งเดิมเกี่ยวกับเพศจึงอาจกลายเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างเส้นแบ่งเชิงสัญลักษณ์ระหว่างกลุ่มเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ทฤษฎี System Justification ไม่ได้มองว่าท่าทีเช่นนี้เกิดจากอคติส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อน กลยุทธ์การปรับตัวของบุคคลในระบบสังคมที่ไม่เท่าเทียม เมื่อการท้าทายบรรทัดฐานหลักของสังคมอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางสังคม เศรษฐกิจ หรืออาชีพ การสนับสนุนระบบเดิมจึงอาจดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะในองค์กรหรือสถานที่ทำงานที่ยังมีทัศนคติอนุรักษนิยมต่อความหลากหลายทางเพศ ดังนั้น การถกเถียงเรื่องการใช้คำนำหน้าชื่อ “นางสาว” สำหรับผู้หญิงข้ามเพศในประเทศไทยจึงสะท้อนให้เห็นประเด็นทางสังคมวิทยาที่สำคัญ นั่นคือ โครงสร้างอำนาจไม่ได้กำหนดเพียงความสัมพันธ์ระหว่างคนส่วนใหญ่กับคนชายขอบเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ภายในกลุ่มคนชายขอบเองด้วย ทฤษฎี System Justification ช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมสมาชิกบางคนของชุมชน LGBTQ อาจมีบทบาทในการรักษาบรรทัดฐานทางเพศแบบดั้งเดิม แม้ว่าบรรทัดฐานเหล่านั้นจะจำกัดความหลากหลายทางเพศก็ตาม โดยสรุป ทฤษฎี System Justification เป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการทำความเข้าใจกรณีที่เกย์หรือเลสเบี้ยนบางคนแสดงท่าทีต่อต้าน LGBTQ หรือสร้างระยะห่างจากขบวนการเคลื่อนไหวของชุมชน ด้วยการเน้นแรงจูงใจทางจิตวิทยาในการปกป้องระบบสังคมที่มีอยู่ ทฤษฎีนี้ช่วยอธิบายว่าบุคคลที่อยู่ในกลุ่มชายขอบอาจมีส่วนร่วมในการค้ำจุนระบบที่จำกัดสิทธิของตนเองได้อย่างไร กรณีการถกเถียงเรื่องคำนำหน้า “นางสาว” สำหรับผู้หญิงข้ามเพศในประเทศไทยจึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างการยอมรับทางสังคม อัตลักษณ์ และโครงสร้างบรรทัดฐานทางเพศในสังคมร่วมสมัย.   *ผู้เขียนสนับสนุนการมีกฎหมายที่เอื้อต่อการเปลี่ยนคำนำหน้านาม * บทความ * สังคม * สิทธิมนุษยชน * ณัฐวุฒิ พิมพา * LGBTQ+ * System Justification * คำนำหน้านาม * คำนำหน้าเพศตามความสมัครใจ
10.03.2026 23:59 👍 0 🔁 3 💬 0 📌 0
Preview
เมื่อการทำแท้งถูกกฎหมาย แต่ยังเข้าถึงยาก เปิดตัว ‘คลินิกทานตะวัน’ พื้นที่ปลอดภัยที่ให้บริการแล้วกว่า 1,400 คน เมื่อการทำแท้งถูกกฎหมาย แต่ยังเข้าถึงยาก เปิดตัว ‘คลินิกทานตะวัน’ พื้นที่ปลอดภัยที่ให้บริการแล้วกว่า 1,400 คน อันนา หล่อวัฒนตระกูล See Think Tue, 2026-03-10 - 20:25 วันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา มูลนิธิทำทางจัดกิจกรรมเปิดตัวคลินิกเวชกรรมทานตะวัน คลินิกให้คำปรึกษาท้องไม่พร้อมและทำแท้งปลอดภัย ในขณะที่กฎหมายปลดล็อกให้ทำแท้งได้มากว่าห้าปีแล้ว แต่ผู้รับบริการยังเผชิญอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอคติจากบุคลากรทางการแพทย์ สถานพยาบาลที่มีไม่ทั่วถึง และการเข้าไม่ถึงสิทธิการรักษาต่างๆ แผนที่สถานบริการยุติการตั้งครรภ์ในประเทศไทย รวบรวมข้อมูลโดยมูลนิธิทำทาง คลินิกทานตะวันตั้งอยู่ในอาคารตึกแถวที่ชั้นบนเป็นสำนักงานของมูลนิธิทำทาง เมื่อผ่านประตูเข้ามาก็จะพบกับโซฟาสีเหลืองสดใส หมอนรูปดอกไม้ และโคมไฟโทนอุ่น ที่นี่ไม่มีเครื่องแบบเจ้าหน้าที่หรือเสื้อกาวน์ของแพทย์ ไม่มีการตัดสิน ไม่มีการถามหาเหตุผล เคารพสิทธิและทุกการตัดสินใจ เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาจะดูแลทุกเคสตั้งแต่เข้ารับบริการจนสิ้นสุดกระบวนการ พร้อมพูดคุยให้คำปรึกษาไม่ว่าจะเรื่องการแพทย์หรือเรื่องอื่นๆ พื้นที่ของคลินิกออกแบบบนแนวคิดที่อยากให้ดูเป็นธรรมชาติและเป็นพื้นที่ทางการแพทย์ให้น้อยที่สุด พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร แพทย์ประจำคลินิกเล่าระหว่างพาสื่อมวลชนชมพื้นที่คลินิกว่าไม่อยากให้รู้สึกเหมือนมาหาหมอ เนื่องจากมองว่าการทำแท้งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทำมาแต่โบราณก่อนที่การแพทย์จะเข้ามาควบคุม ข้อมูลจากป้ายข้อมูลในนิทรรศการเปิดตัวคลินิก ซึ่งจัดขึ้นที่ KINJAI Contemporary ระบุว่าจุดเริ่มต้นของคลินิกทานตะวัน มาจากประสบการณ์ที่สั่งสมบนเส้นทาง 15 ปีของกลุ่มทำทาง (ซึ่งปัจจุบันจดทะเบียนเป็นมูลนิธิทำทาง) ที่ทำให้มองเห็นข้อจำกัดและโอกาสในการพัฒนาบริการทำแท้งในไทย คลินิกทานตะวันจึงเกิดขึ้นเพื่อทดลองค้นหามาตรฐานใหม่สำหรับการทำแท้งปลอดภัยในไทยที่ไปไกลกว่าแค่ “ปลอดภัยและถูกกฎหมาย” แต่ใส่ใจ เข้าใจ เคารพ และไม่กีดกันผู้รับบริการ ปัจจุบันคลินิกทานตะวันเปิดให้บริการยุติการตั้งครรภ์ด้วยยาผ่านบริการโทรเวชกรรมหรือ Telemedicine ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องมาที่คลินิก แต่ถ้าต้องการมาที่คลินิกเพื่อความอุ่นใจก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยต้องนัดเวลามาก่อนเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว เจ้าหน้าที่ของคลินิกจะติดต่อกับผู้ต้องการรับบริการทางแอพลิเคชั่นไลน์เพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้ที่ต้องการรับบริการจริงและตัดสินใจด้วยตนเองจริง โดยจะต้องคุยกับเจ้าตัวเท่านั้นและไม่คุยกับญาติหรือคู่รักเพื่อป้องกันการบังคับทำแท้ง เจ้าหน้าที่ของคลินิกจะดูแลสอบถามอาการและให้คำปรึกษาด้านอื่นๆ จนถึงวันที่ที่ตรวจครรภ์ขึ้น 1 ขีด ซึ่งมักจะใช้เวลากว่าหนึ่งเดือน แผนที่สถานบริการยุติการตั้งครรภ์ในประเทศไทย รวบรวมข้อมูลโดยมูลนิธิทำทาง อุปสรรคหลายชั้น กีดกันคนจากสิทธิทำแท้งปลอดภัย  เมื่อ พ.ศ. 2564 ประเทศไทยผ่านกฎหมายอนุญาตให้ทำการยุติการตั้งครรภ์ได้ในอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ หรือไม่เกิน 20 สัปดาห์หลังผ่านกระบวนการให้คำปรึกษา และปัจจุบันบริการยุติการตั้งครรภ์จะอยู่ภายใต้งบส่งเสริมและป้องกันโรคหรืองบ PP ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ทำให้ใช้สิทธิบัตรทองเบิกจ่ายได้  ในส่วนของผู้ประกันตน สำนักงานประกันสังคมออกประกาศ เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมาว่าการยุติการตั้งครรภ์ถือเป็นสิทธิการรักษาเช่นเดียวกับการเจ็บป่วยทั่วไปที่ประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่ในความเป็นจริงการทำแท้งปลอดภัยยังคงเข้าถึงได้ยาก ในประเทศไทยมีสถานพยาบาลเพียงร้อยกว่าแห่งที่ให้บริการทำแท้ง แต่ยังมีไม่ครบทุกจังหวัด(ถ้ามีลิงก์เอามาใส่ก็ดี) ทำให้ผู้รับบริการในบางจังหวัดต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ บางจังหวัดมีเฉพาะสถานพยาบาลของเอกชนที่คิดค่าให้บริการในอัตราที่สูง เริ่มต้นตั้งแต่หลายพัน จนถึงหลักหมื่นในอายุครรภ์ที่มากขึ้น และเบิกจ่ายตามสิทธิไม่ได้ ส่วนสถานพยาบาลของรัฐถึงจะใช้สิทธิเบิกจ่ายได้ แต่ส่วนมากมักไม่ประชาสัมพันธ์อย่างเปิดเผยว่ารับทำแท้ง โดยจะให้บริการเฉพาะกรณีที่มีการส่งต่อไปจากองค์กรภายนอก เช่น สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 หรือมูลนิธิทำทางเท่านั้น ถ้ามีใครเดินเข้าไปถามหาบริการก็จะถูกปฏิเสธหรืออาจถูกดุด่ากลับมา  ในส่วนของประกันสังคม ถึงจะมีประกาศออกมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเข้ารับบริการได้ที่ไหน อย่างไร เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา มูลนิธิทำทางได้เดินทางไปยื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวที่สำนักงานประกันสังคมด้วย ไม่เพียงเท่านั้น สถานพยาบาลหลายแห่งมีการตั้งเงื่อนไขที่มากกว่ากฎหมาย เช่น กำหนดให้มีผู้ปกครองมา ทั้งที่ตามกฎหมายไม่จำเป็นต้องมีในกรณีที่อายุเกิน 15 ปี กำหนดให้ต้องมีสามีมาด้วย บางที่วางเงื่อนไขให้ยินยอมทำหมันถาวรก่อนที่จะทำแท้งให้ หรือบอกกับผู้รับบริการว่าถ้าท้องมาอีกจะไม่ให้บริการ บางที่ต้องให้คณะกรรมการแพทย์รับรองก่อนจะยอมทำแท้ง ในขณะเดียวกัน เมื่อรัฐต้องการให้คนมีลูก นโยบายเกี่ยวกับการทำแท้งก็เหมือนถูกลอยแพ ชุตินาถพบว่าเมื่อพันธกิจหลักของหน่วยงานรัฐอย่างกรมอนามัยหรือกระทรวงสาธารณสุขกลายเป็นการเพิ่มประชากร ภาครัฐก็ไม่พูดถึงเรื่องการทำแท้งอีกเลยและไปให้ความสำคัญกับนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการมีลูก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสำหรับผู้มีบุตรยาก การกระตุ้นให้คนมีลูก หรือนโยบายเกี่ยวกับเด็ก ซึ่งเธอก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ประเด็นเหล่านี้ “ส่องแสงทับทุกอย่าง” ที่เกี่ยวกับการทำแท้ง ถึงแม้ว่าจะมีองค์กรภาคเอกชนเข้าไปพูดคุย แต่ภาครัฐก็ไม่ได้ยอมรับหรือเปิดให้เข้าถึงบริการง่ายขึ้น ไม่มีการเปิดเผยว่าจะเข้ารับบริการได้ที่ไหน หรือถ้าพูดถึงก็อ้อมๆ หรือทำให้สับสนว่าจะรับบริการทางไหน อุปสรรคใหญ่อีกอย่างคืออคติของผู้ให้บริการ คำว่า “ต้องน่าสงสารพอ” ถึงจะทำแท้งให้ คือคำพูดที่ชุตินาถได้ยินจาก “ผู้ใหญ่” คนหนึ่งในห้องประชุมระหว่างกลุ่มทำทางและสภากรุงเทพมหานครระหว่างการเคลื่อนไหวให้การทำแท้งเข้าถึงง่ายขึ้น ราวกับว่าผู้รับบริการต้องมีเรื่องราวที่คุ้มค่ากับการที่หมอจะ “มือเปื้อนเลือด” เป็นจุดเปลี่ยนให้เธอตัดสินใจเข้ามาทำคลินิกกับมูลนิธิทำทาง พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร แพทย์ประจำคลินิกทานตะวัน ชุตินาถมองว่าปัญหาหลักคือมายาคติและการตีตรากันในสังคม เธอเล่าว่ามีผู้รับบริการกับคลินิกทานตะวันบอกกับเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาว่า “รู้สึกว่างเปล่า” หลังทำแท้ง โดยเธอมองว่าการทำแท้งเป็นเหตุการณ์ที่ทิ้งรอยแผลไว้กับคนที่รับบริการเยอะมากโดยที่เจ้าตัวไม่ได้สร้างเองแต่เกิดจากสังคมที่ผลิตซ้ำอคติเหล่านี้จนถึงขั้นที่ว่าคำว่า “ทำแท้ง” กลายเป็นคำต้องห้าม สถานบริการหลายที่ไม่กล้าบอกตรงๆ ว่ารับทำแท้ง แต่เลี่ยงไปใช้คำว่า “รับปรึกษายุติการตั้งครรภ์” ซึ่งเธอตั้งคำถามว่ารับปรึกษาแล้วให้บริการหรือไม่ แม้แต่ สปสช. เองยังใช้คำว่า “บริการป้องกันการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย” ซึ่งต้องอ่านหลายรอบกว่าจะเข้าใจว่าแปลว่าอะไร  เมื่อเลี่ยงไม่พูดถึง คำว่า “ทำแท้ง” จึงกลายเป็นคำต้องห้าม เป็นเรื่องเล่าลึกลับที่มักไปปรากฎอยู่ในรายการเล่าเรื่องผีว่ามีผีเด็กมาตาม ซึ่งชุตินาถบอกว่าตั้งแต่ทำงานมายังนึกไม่ออกว่าผีเด็กจะหน้าตาเป็นแบบไหน เพราะเห็นแค่ก้อนวุ้นหลุดออกมา มายาคติเหล่านี้ถูกสร้างกันซ้ำๆ จนไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มแก้จากตรงไหน แต่เธอมองว่าควรจะมีคนสักกลุ่มที่ยืนหยัดว่าเรื่องการทำแท้งเป็นสิทธิ คือเรื่องที่ทุกคนตัดสินใจเองได้ และไม่ได้หนักอึ้งหรือเป็นตราบาปที่ใครต้องมาแบก ชุตินาถมองว่าสถานการณ์ในภาพรวมก้าวหน้าขึ้น เพราะกฎหมายเปิดให้ทำแท้งถูกกฎหมายแล้ว แต่รู้สึกว่าการเติบโตยังช้าเกินไป บุคลากรทางการแพทย์ยังวนเวียนอยู่กับคำถามเดิมๆ เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรม และยังไม่เข้าใจว่าการทำแท้งเป็นอำนาจของผู้รับบริการในการตัดสินใจ ในขณะที่มาตรา 301 ของประมวลกฎหมายอาญาที่เอาผิดผู้หญิงที่ทำแท้งก็ยังมีอยู่ ส่วนรัฐเองมีอำนาจในการทำงานเปลี่ยนแปลงความคิดคน แต่ก็ไม่ได้ทำ "การปลดล็อกกฎหมายควรจะเป็นตัวนำให้สังคมเปลี่ยน แต่กลายเป็นว่าสังคมแช่อยู่ที่เดิม มีแค่บางส่วนที่เปิดให้เข้าได้" ชุตินาถระบุ ใบปลิวรณรงค์บนเคาน์เตอร์ต้อนรับในคลินิกทานตะวัน ด้านหน้าคือกล่องยาที่ใช้ในการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นสูตรยามาตรฐานโลกที่ใช้กันทั่วไป หมอบางส่วนไม่มั่นใจที่จะทำแท้ง สะท้อนปัญหาการสอนใน รร.แพทย์ ถึงชุตินาถจะบอกว่าเพื่อนแพทย์รุ่นเดียวกันไม่ได้มีอคติกับการทำแท้งเหมือนรุ่นอาจารย์หรือหมอผู้ใหญ่ แต่หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการทำแท้งถูกกฎหมายแล้ว เธอได้รับคำถามว่าไม่กลัวติดคุกเหรอ หรือบางคนถามว่าสามารถประชาสัมพันธ์อย่างเปิดเผยได้เลยเหรอ และถึงหลายคนจะอยากให้บริการ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง เนื่องจากไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวช ทำให้ไม่มั่นใจว่าให้บริการได้หรือไม่  ชุตินาถเล่าว่า 6 ปีในโรงเรียนแพทย์ มีการสอนเรื่องการยุติการตั้งครรภ์น้อยมาก โดยเนื้อหาเป็นเรื่องของการให้คำปรึกษาคนไข้และวิธีการยุติต่างๆ ซึ่งในโรงพยาบาลมักจะใช้เครื่องดูดสุญญากาศ แต่ก็ได้เห็นแค่ในตำรา ไม่ได้มีการสอนจนหมอมั่นใจที่จะให้บริการ เธอเชื่อว่าถ้าสามารถทำให้การทำแท้งเป็นเรื่องที่คุยกันได้ในโรงเรียนแพทย์โดยไม่มีคำถามเรื่องศีลธรรม แนวคิดของแพทย์รุ่นใหม่จะเปลี่ยนไปเยอะมาก ชุตินาถยืนยันว่าถึงไม่ใช่หมอสูติฯ ก็สามารถให้บริการทำแท้งได้โดยปลอดภัย ดังนั้นอยากให้เพื่อนแพทย์มั่นใจว่าไม่ใช่หมอสูติฯ ก็ให้บริการได้ กฎหมายเองก็ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นแพทย์เฉพาะทาง แต่ระบุแค่ว่าต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งหมายถึงหมอ ชุตินาถยังระบุอีกว่าแพทย์เองก็มักจะติดภาพของการทำแท้งเถื่อนที่อันตราย ทำให้กลัวที่จะให้บริการ ทั้งที่ตัวยาที่ใช้ในปัจจุบันปลอดภัยมาก โอกาสแท้งสำเร็จสูง และยิ่งถ้าให้บริการโดยบุคลากร มีการติดตามอาการอย่างเหมาะสม โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเสียชีวิตน้อยมาก เธอมองว่าแนวคิดเหล่านี้ควรเปลี่ยน ถ้าแพทย์เชื่อว่าวิธีการเหล่านี้ปลอดภัยก็จะกล้าให้บริการ หรือถ้าไม่ให้บริการ ก็จะกล้าดูแลคนไข้ที่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ทุกวันนี้ยังมีการปฏิเสธไม่รักษาภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งอยู่ และผู้รับบริการที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาที่ไปโรงพยาบาลก็มักถูกตัดสินว่าเพราะไปซื้อยามาทำแท้งเองก็ต้องหาทางแก้ปัญหาเอง   ในส่วนของคลินิกทานตะวัน ระหว่างเดือนสิงหาคม - ธันวาคม 2568 มีผู้เข้ารับบริการ 758 ราย ไม่นับรวมรายที่ติดต่อมาแต่ต่อมาแท้งเอง เลือกท้องต่อ หรือขาดการติดต่อ ในจำนวนนี้ 96.57% แท้งสมบูรณ์ 2.37% แท้งไม่สมบูรณ์ ซึ่งทั้งหมดถูกส่งต่อไปสถานบริการอื่น และที่เหลืออีกราวๆ 1% ท้องนอกมดลูก ซึ่งมีการส่งตัวต่อไปที่อื่นเช่นกัน ชุตินาถมองว่าควรจะปรับให้คนเข้าถึงบริการได้เร็วที่สุด เธออธิบายว่าการให้บริการทำแท้งเป็นการทำงานแข่งกับเวลา เพราะอายุครรภ์ที่มากขึ้นแปลว่าผู้รับบริการจะเข้าถึงบริการได้ยากขึ้น เผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นในอนาคตควรจะไปถึงจุดที่ยาทำแท้งเป็นยาที่ขายได้ในร้านยาโดยมีเภสัชกรแนะนำ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำกันในต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส รวมถึงประเทศอื่นๆ แต่สภาพการเมืองที่หันขวาทำให้นโยบายของหลายที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จำกัดมากขึ้น แต่เธอมองว่าในประเทศไทยมีร้านขายยากว่าห้าพันแห่ง ต่อให้มีเพียง 30% ที่ให้บริการ ก็เท่ากันพันห้าร้อยแห่ง ซึ่งมากกว่าจำนวนโรงพยาบาล และจะทำให้การเข้าถึงบริการง่ายขึ้นมาก คนมาทำแท้ง 90% คุมกำเนิดแล้ว แต่พลาด บ้างต้อง ‘ทำแท้ง’ เพื่อให้มีงานทำ กว่า 7 เดือนที่คลินิกทานตะวันเปิดให้บริการมา (ส.ค. 68 - มี.ค. 69) มีผู้มารับบริการแล้วกว่า 1400 คน ราว 70% เป็นคนไทย ส่วนที่เหลือ 20% เป็นแรงงานข้ามชาติ และ 10% เป็นชาวต่างชาติที่บินมารับบริการกับคลินิกทานตะวันเพราะการทำแท้งยังผิดกฎหมายในประเทศต้นทาง ส่วนในกลุ่มคนไทยเองก็ยังมีกลุ่มคนที่เข้าถึงสิทธิการรักษาใดๆ ไม่ได้ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ หรือคนไร้สัญชาติ ที่เข้าไม่ถึงสิทธิเพราะปัญหาเรื่องเอกสารประจำตัว ชุตินาถระบุว่ากลุ่มอายุที่มารับบริการมากที่สุดคือกลุ่มอายุ 20 - 30 ปี ไม่ใช่คนอายุน้อยอย่างที่มักจะคิดกัน ส่วนมากเคยมีลูกมาก่อนแล้ว และ 90% คุมกำเนิดแล้ว แต่เกิดความผิดพลาด ถึงจะตั้งใจว่าจะให้บริการฟรี แต่คลินิกทานตะวันยังอยู่ระหว่างการรอขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และได้รับแจ้งว่าปีนี้ยังไม่เปิดรับหน่วยบริการเพิ่ม ทำให้ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ผู้รับบริการจึงต้องจ่ายค่าบริการเอง แต่ทางคลินิกก็พยายามกำหนดค่าบริการให้เข้าถึงได้มากที่สุด คือ 1,500 บาทสำหรับการยุติการตั้งครรภ์ด้วยยาในอายุครรภ์ไม่เกิน 10 สัปดาห์ และ 1,700 บาทสำหรับอายุครรภ์ 10 - 12 สัปดาห์ ซึ่งเป็นอัตราที่ถือว่าต่ำสำหรับคลินิกเอกชน แต่ถึงอย่างนั้นชุตินาถก็ยังเล่าว่าผู้รับบริการบางรายต้องผ่อนชำระค่าบริการเนื่องจากไม่สามารถชำระได้ในครั้งเดียว หรือต้องกู้ยืมเงินมา ไม่เพียงเท่านั้น ผู้รับบริการหลายรายเป็นผู้ใช้แรงงานที่เลือกทำแท้งเพราะกลัวตกงาน นายจ้างบางเจ้ามีการสุ่มตรวจในที่ทำงานและถ้าท้องจะบีบให้ลาออก หรือพนักงานบางคนไม่มีเวลาแม้แต่จะมารับบริการด้วยซ้ำเพราะหนึ่งเดือนต้องทำงาน 30 วันและไม่มีวันลาป่วย "ปัญหาเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ไม่ใช่ปัญหาทางการแพทย์ จริงๆ คลินิกนี้ขับเคลื่อนด้วยผู้ให้คำปรึกษา และปัญหาหลักที่ปรึกษาคือปัญหาเรื่องแรงงานที่กดทับมากที่สุด เป็นไปได้ยังไงว่าผู้รับบริการต้องมายุติการตั้งครรภ์เพราะเขาต้องเลือกงานก่อนชีวิตส่วนตัว" ชุตินาถระบุ "เราอยู่ในสังคมที่ความแตกต่างระหว่างรายได้และชนชั้นมันกว้างมาก ถ้าเราจะมองเรื่องนี้แค่ตัวผู้หญิงคนเดียว มันเป็นการมองที่ตื้นมาก มันทับซ้อนอยู่หลายชั้นมากจนตอนนี้มันเป็นการต่อสู้ของชนชั้นแล้ว”  * สัมภาษณ์ * สิทธิมนุษยชน
10.03.2026 13:43 👍 1 🔁 1 💬 0 📌 0
Preview
ศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัว 'ฟ้า พรหมศร' คดี ม.112 หวั่นหลบหนี ศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัว 'ฟ้า พรหมศร' คดี ม.112 หวั่นหลบหนี Pazzle Tue, 2026-03-10 - 18:46 ศาลฎีกายกคำร้องขอประกันตัว “ฟ้า พรหมศร” ในคดี ม.112 ระบุ “มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี” จึงไม่ให้ประกันตัว หลังวานนี้ (9 มี.ค. 2569) ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกฟ้า พรหมศร 2 ปี 10 เดือน จากกรณีการรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว นิว สิริชัย ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 เมื่อปี 2564 ขณะนี้ฟ้า พรหมศร ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต โดยเขาได้อดอาหารเรียกร้องนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดตั้งแต่เมื่อวาน   10 มี.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน ศาลฎีกายกคำร้องขอประกันตัว “ฟ้า พรหมศร” ในคดี ม.112 หลังวานนี้ (9 มี.ค. 2569) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกฟ้า พรหมศร 2 ปี 10 เดือน จากกรณีการรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 เมื่อวานนี้ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลฎีกาพิจารณา ทำให้ฟ้า พรหมศร ถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต ศาลฎีการะบุในคำสั่งว่า “มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี” จึงไม่ให้ประกันตัว โดยฟ้า พรหมศร เริ่มอดอาหารในเรือนจำตั้งแต่วานนี้แล้ว เพื่อเรียกร้องนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิด โดยครั้งนี้นับเป็นการอดอาหารครั้งที่ 4 ของฟ้า พรหมศร ฟ้า พรหมศร ภาพแมวส้ม เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกคดีม.112 ‘ฟ้า พรหมศร’ 2 ปี 10 เดือน รอศาลฎีกาพิจารณาประกัน   ศูนย์ทนายความฯ ระบุว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และจำเลยได้กระทำผิดเช่นนี้หลายคดี จึงเห็นว่าไม่มีเหตุให้สมควรรอการลงโทษ แต่แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องในส่วนข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกไม่ได้ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงต่อเจ้าพนักงาน   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ฟ้า พรหมศร * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * คดี ม.112
10.03.2026 11:55 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
สถาการณ์โลกถึงชายแดนใต้ จับตา 10 วันสุดท้าย 'รอมฎอน' กับ 7 ข้อกังวลเครือข่ายชาวพุทธ สถาการณ์โลกถึงชายแดนใต้ จับตา 10 วันสุดท้าย 'รอมฎอน' กับ 7 ข้อกังวลเครือข่ายชาวพุทธ มูฮำหมัด ดือราแม : รายงาน Pazzle Tue, 2026-03-10 - 16:46 สถาการณ์โลกถึงชายแดนใต้ จับตา 10 วันสุดท้ายเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิมที่มักเป็นช่วงที่มีเหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ถี่กว่าช่วงอื่นๆ เปิด 3 หมุดหมายทางประวัติศาสตร์ในเดือนมีนาคม สนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909, ทนายสมชายถูกอุ้มหาย และวันสถาปนาบีอาร์เอ็น กับ 7 ข้อกังวลของเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ไม่ได้ความกังวลเรื่องเดียว แต่ต้องอยู่อย่างระแวงเป็นความเคยชิน ถามรัฐธรรมนูญมีปัญหาอะไร ทำไมถึงต้องรีบแก้   10 มี.ค. 2569 เข้าสู่ช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 เดือนถือศีลอดของชาวมุสลิมที่มักเป็นช่วงที่มีเหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ถี่กว่าช่วงอื่นๆ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงมักจะเตือนและเฝ้าระวังอย่างเข้ม แต่บางปีก็ไม่วายเกิดเหตุขึ้นมาจนได้ ทั้งการก่อเหตุเพื่อมุ่งเป้าหมายบุคคล และเพื่อแสดงในชิงสัญลักษณ์ ดังนั้น เมื่อถึงช่วงนี้ จึงสร้างความกังวลให้ประชาชนคนในพื้นที่พอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ชาวไทยพุทธในพื้นที่ หรือแม้แต่ชาวมุสลิมที่กลัวเหตุรุนแรงแล้วยังเกรงถึงผลกระทบหลังจากปฏิบัติการของฝ่ายรัฐ นี่จึงเป็นที่มาของข้อเรียกร้อง “รอมฏอนสันติ” จากฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เริ่มมีกระบวนการพูดคุยสันติภาพ (ปี 2556) มาแล้ว แต่มาตรการของรอมฏอนสันติหลายๆ ปีที่ผ่านมา มักไม่ค่อยเห็นผลมากนัก โดยเฉพาะจากโต๊ะพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข ซึ่งรอมฎอนปีนี้แทบไม่เห็นความเลื่อนไหวเรื่องนี้เลย หมุดหมายทางประวัติศาสตร์ ยิ่ง 10 วันสุดท้ายของรอมฎอนปีนี้ ค่อนพิเศษหน่อย เพราะตรงกับช่วงครึ่งเดือนแรกของมีนาคมซึ่งมีหมุดหมายสำคัญๆ ทางประวัติศาสตร์หลายอย่างที่อาจส่งผลสะท้อนมายังสถานการณ์ในพื้นที่ เริ่มจากวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2452 (ค.ศ. 1909) มีการลงนามใน สนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 (Anglo-Siamese Treaty of 1909) หรือสัญญากรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เป็นการปักปันเขตแดนที่สยามกับอังกฤษเพื่อแลกกับการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและการกู้เงินสร้างทางรถไฟสายใต้ วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2547 หรือเมื่อ 22 ปีที่แล้ว เป็นวันที่สมชาย นีละไพจิตร นักกฎหมายมุสลิมและทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ถูกอุ้มหายกลางกรุงเทพฯ ระหว่างเป็นทนายความให้ผู้ต้องหาคดี ‘ปล้นปืน’ ที่ค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาส ซึ่งการหายตัวไปของเขายังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2503 วันที่ขบวนการ BRN (แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี - Barisan Revolusi Nasional) ก่อนตั้งขึ้น จึงมีการกำหนดให้วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสถาปนาขบวนการ BRN ฝ่ายความมั่นคงมักจะมีการเฝ้าระวังเหตุความไม่สงบเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงนี้เป็นพิเศษ ชาวพุทธไม่ได้ความกังวลเรื่องเดียว แม้สถานการณ์ในพื้นที่น่ากังวลอยู่พอสมควร แต่ในมุมมองของคนพุทธอย่าง กันตพัฒน์ ทวีผลทรัพย์ ประธานเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ (B4P) บอกว่า ช่วงนี้ไม่ได้มีเรื่องเดียวที่น่ากังวล เพราะมีทั้งสถานการณ์ในประเทศและสถานการณ์โลกที่จะส่งผลกระทบมาถึงเรา กันตพัฒน์ ทวีผลทรัพย์ ประธานเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ต่อไปนี้ เป็น 7 เรื่องพี่คนพุทธในพื้นที่กังวล (และสงสัย) จึงขอฝากให้รัฐบาลใหม่รีบๆ แก้ปัญหาให้ได้ เรื่องแรก สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่มักวนเวียนเป็นวงจร ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาลก็มักเกิดเหตุรุนแรง หรือมีใครอยากสร้างกระแสแรงขึ้นมา เช่น มีนายทหารไปพูดท้าทายขบวนการบีอาร์เอ็น แบบนี้จะทำให้มีเหตุรุนแรงตามมาได้ หรือเป็นเรื่องปกติของคนที่มารับตำแหน่งใหม่ต้องการให้เป็นข่าวดังขึ้นมา หรือต้องการแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่เข้มแข็ง เรื่องที่สอง ช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าต้องมีเหตุรุนแรง แต่ที่กังวลคือการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ที่มีคนเสียชีวิต เช่น ถ้ามีการวิสามัญฆาตกรรมจากนั้นมีการแห่ศพตามมา ทำให้เรารู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้าออกจากบ้านแต่บางครั้งก็จำเป็นต้องออก ก็ต้องระวังมากขึ้น ทำให้เกิดความหวาดระแวง ซึ่งสถานการณ์แบบนี้พี่น้องชาวพุทธบางพื้นที่ ถึงกับบอกว่า “เราต้องอยู่อย่างระแวงเป็นความเคยชิน” ให้ได้ ดิฉันเข้าใจความขัดแย้งแบบนี้ของทั้งสองฝ่าย ว่าแต่ทำไมถึงขั้นต้องเอาชีวิตกันด้วย” เรื่องที่สาม หลังเดือนรอมฎอนจะมีกิจกรรมหนึ่งของกลุ่มคนหนุ่มสาวมุสลิมที่ตอนแรกคนพุทธรู้สึกตกใจ คือ การแต่งชุดมลายูและการชุมนุมมลายูรายอ เราตกใจเพราะเขารวมกลุ่มบีบแตรรถมอเตอร์ไซค์ ไปเป็นขบวน ต้องการแสดงพลัง มีการกล่าวปฏิญาณตนด้วย ซึ่งเราไม่เข้าใจ “แต่หลังๆ ก็คลายความระแวงลงไปมาก จนรู้สึกว่าเป็นงานที่ไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ก็ไม่แน่อาจจะมีอะไรขึ้นมาก็ได้” ความไม่เข้าใจของเราคนพุทธหลักๆ ก็มาจากการที่เราไม่เข้าใจภาษามลายู ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกัน แต่การที่คนพุทธกับมุสลิมได้มีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้นทำให้เข้าใจกันมากขึ้น บางกลุ่มบางองค์กรก็ให้เกียรติคนพุทธมากขึ้นด้วย เช่น เมื่อมีการพูดคุยบรรยายเป็นภาษามลายูก็จะจัดน้อง ๆ มาช่วยแปลให้ฟังด้วย น่ารักมาก เรื่องที่สี่ กระบวนการพูดคุยสันติภาพ เราทำงานเคลื่อนไหวเรื่องสันติภาพมานานก็เห็นว่า การพูดคุยนั้นจำเป็นต้องมี แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าการพูดคุยในตอนนี้จะนำไปสู่สันติภาพได้จริง ซึ่งมีหลายคนบอกว่าการพูดคุยที่ไม่คืบหน้า เพราะฝ่ายรัฐไม่ยอมลงนาม ซึ่งเราคิดว่าบางเรื่องยังไม่จำเป็น “เราเห็นแล้วว่า มีคณะพูดคุยดีกว่าไม่มี เพราะปีสองปีที่ผ่านมาเกิดเหตุแรงมากในช่วงที่ไม่มีคณะพูดคุย ดังนั้นมีคณะพูดคุยดีกว่า เพราะจะได้หาทางออกร่วมกันได้ เพราะฉะนั้น จึงอยากให้รัฐบาลรีบตั้งคณะพูดคุยโดยเร็ว เพื่อให้ดำเนินกระบวนการพูดคุยต่อเนื่องได้” ประธานเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ กล่าว สิ่งที่กังวลคือ กว่าจะตั้งรัฐบาลได้ก็ช้า ได้รัฐบาลแล้วก็ไม่รีบตั้งคณะพูดคุย จะตั้งใครบ้างเป็นคณะพูดคุย จะเป็นทหารไหม จะเป็นใครก็แล้วแต่ แต่ไม่อย่าช้า เรื่องที่ห้า สงครามในตะวันออกกลาง กังวลว่าจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และกังวลว่าสงครามจะขยายตัวมาถึงบ้านเรา กลัวว่าสหรัฐอเมริกาจะมาตั้งฐานทัพที่บ้านเราหรือไม่ หรืออาจจะเป็นประเทศจีนที่มาตังฐานทัพเอง แต่คิดว่าไม่น่าจะมา เพราะจะโดนบอมบ์เละแน่นนอน “ดังนั้น ประเทศเราจะดำรงความเป็นกลางได้นานแค่ไหน แต่ก็เชื่อว่าประเทศไทยอยู่รอดได้ เพราะเรามีสิ่งดีๆ คอยปกป้องประเทศเราได้” ประธานเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพกล่าว เรื่องที่หก ปัญหาเศรษฐกิจ สินค้าขึ้นราคา ค่าครองชีพสูงจนรัฐบาลคุมไม่ได้ เรื่องนี้รัฐบาลจะตั้งรับหรือแก้ปัญหายังไง เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะแก้ปัญหาได้ โดยเชิญคนที่มีความสามารถจริงๆ มาแก้ปัญหา อย่างที่เราเห็นรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเชิญคนนอกที่มีความสามารถมาแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและการต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา สุดท้าย เรื่องที่เจ็ด รัฐธรรมนูญใหม่ ตามผลการลงประชามติ ซึ่งบอกตรงๆว่า คนพุทธส่วนใหญ่ที่นี่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับเดิมดีอยู่แล้ว คนที่อยากได้มีรัฐธรรมนูญใหม่เพราะเสียผลประโยชน์หรือเปล่า ติดแบล็กลิสต์ทางการเมืองหรือไม่ หรือติดคดี 112 ถ้าแบบนี้ก็ค่อยไม่โอเค คนพุทธส่วนใหญ่มองการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องไกลตัว ยังไม่เห็นผลกระทบจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันต่อชาวบ้าน แล้วจะแก้เรื่องอะไร รัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ “คนพุทธคิดว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งความไม่สงบ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมืองการปกครอง ก็ต้องแก้หลายๆ เรื่อง แล้วทำไมต้องรีบแก้รัฐธรรมนูญ ดิฉันก็คนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ” ประธานเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพกล่าว สรุปสิ่งที่รัฐบาลจะต้องรีบทำอันดับแรกๆ สำหรับพื้นที่ชายแดนใต้ ก็คือ จัดตั้งคณะพูดคุยสันติสุขให้เร็วที่สุดหลังจากตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว เอาคนที่มีความสามารถจริงๆ มา นายกรัฐมนตรีไม่ต้องจัดการเอง เชื่อว่าทำได้    * ข่าว * การเมือง * มูฮำหมัด ดือราแม * ชายแดนใต้ * กันตพัฒน์ ทวีผลทรัพย์ * เดือนรอมฎอน * เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ * แก้รัฐธรรมนูญ
10.03.2026 10:03 👍 1 🔁 1 💬 0 📌 0
Preview
สงครามอิหร่านวันที่ 11 เกิดอะไรขึ้นบ้าง? สงครามอิหร่านวันที่ 11 เกิดอะไรขึ้นบ้าง? auser15 Tue, 2026-03-10 - 16:43 10 มี.ค. เข้าสู่วันที่ 11 ของการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล สำนักข่าว Al Jazeera รวบรวมสถานการณ์ประจำวันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 10 มีนาคม 2026 เข้าสู่วันที่ 11 ของการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล สำนักข่าว Al Jazeera ได้รวบรวมสถานการณ์ประจำวัน (10 มี.ค.) ระบุว่า ชาวอิหร่านหลายแสนคนรวมตัวในกรุงเตหะรานเพื่อแสดงการสนับสนุนมอจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ ขณะที่สัปดาห์ที่ 2 ของสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เตหะรานยังคงถูก "ทิ้งระเบิดหนักที่สุด" ในช่วงกลางคืน ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) ว่าสงครามอาจจบ "เร็วมาก" และเสริมว่า "ไม่พอใจ" กับผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน สถานการณ์ในอิหร่าน อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวเมื่อวันอังคาร (10 มี.ค.) ว่าอิหร่านจะสู้ต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น ท้าทายคำยืนยันของทรัมป์ว่าสงครามจะจบ "เร็วๆ นี้" สำนักข่าว ISNA รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 5 คนและบาดเจ็บอีกหลายคนจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ-อิสราเอลที่พุ่งเข้าใส่อาคารที่พักอาศัยในเมืองอารักทางตะวันตกของอิหร่าน แม้ถูกทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่อง ชาวอิหร่านหลายพันคนยังรวมตัวในเตหะรานเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับมอจตาบา คาเมเนอี ผู้สนับสนุนบอกว่าเป็นสัญญาณแห่งการท้าทายต่อประเทศที่โจมตีอิหร่าน โฆษกกระทรวงต่างประเทศกล่าวเมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) ว่าสหรัฐฯ ตั้งใจจะ "แบ่งแยกประเทศ" และ "ยึดน้ำมัน" รองรัฐมนตรีต่างประเทศคาเซม การีบาบาดี กล่าวว่าบางประเทศรวมถึงจีน รัสเซีย และฝรั่งเศส ได้ติดต่ออิหร่านเรื่องหยุดยิง ตามรายงานของโทรทัศน์ของรัฐอิหร่าน การโจมตีอาคารที่พักอาศัยในเตหะรานฝั่งตะวันออกทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน ขณะที่การโจมตีโรงงานน้ำมันก่อนหน้านี้ทำให้ควันพิษปกคลุมเมืองหลวง อิหร่านระบุว่าสงครามคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1,255 คน และบาดเจ็บราว 10,000 คน โมฮัมมัด บาเกร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ประกาศจะ "ตอบโต้อย่างรุนแรง" ต่อการโจมตีเขตที่อยู่อาศัย ทรัมป์บอกผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) ว่าสหรัฐฯ "ควบคุมสถานการณ์ได้ดีมาก" ในการติดตามว่าอิหร่านเปิดใช้งาน "สายลับแฝง" ในสหรัฐฯ หรือไม่ พูดง่ายๆ คือสายลับที่แฝงตัวอยู่ในประเทศอย่างลับๆ และสามารถถูกสั่งให้ลงมือโจมตีได้ สถานการณ์ในประเทศอ่าวเปอร์เซีย เมื่อวันอังคาร (10 มี.ค.) คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และบาห์เรน รายงานว่าสกัดขีปนาวุธและโดรนอิหร่านได้ โฆษกกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียแถลงว่ากองทัพสกัดและทำลายโดรน 1 ลำทางตะวันออกของเขตอัลคาร์จ หน่วยป้องกันพลเรือนซาอุดีอาระเบียรายงานว่าโดรนตกใส่เขตที่อยู่อาศัยในเมืองอัซซุลฟีในจังหวัดริยาด สร้างความเสียหายจำกัดและไม่มีผู้บาดเจ็บ กระทรวงต่างประเทศซาอุดีอาระเบียเตือนเมื่อวันจันทร์ว่าหากอิหร่านยังโจมตีต่อจะนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงและกระทบความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ "ทั้งปัจจุบันและอนาคต" ในบาห์เรน ผู้หญิงวัย 29 ปีเสียชีวิตและอีก 8 คนบาดเจ็บเมื่ออาคารที่พักอาศัยในกรุงมานามาถูกโจมตี ตามแถลงการณ์ของกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันอังคาร (10 มี.ค.) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลังรับมือกับขีปนาวุธและโดรนจำนวนหนึ่งจากอิหร่าน ในคูเวต สกัดโดรนได้ 6 ลำเมื่อวันอังคาร (10 มี.ค.) ออสเตรเลียประกาศจะส่งเครื่องบินลาดตระเวนทางทหารไปตะวันออกกลางและส่งขีปนาวุธให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีส ระบุว่าจะไม่ส่งทหารภาคพื้นดิน ออสเตรเลียยังออกวีซ่าให้นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน 5 คนที่อาจถูกลงโทษที่บ้านเกิดเพราะไม่ร้องเพลงชาติก่อนแมตช์เอเชียนคัพนัดแรก สถานการณ์ในสหรัฐฯ ทรัมป์แถลงอย่างละเอียดเมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) เกี่ยวกับสถานะและเป้าหมายปฏิบัติการทหารในอิหร่าน เขาบอกว่าสงครามจะจบ "เร็วมาก" และ "เร็วๆ นี้" แต่ชี้แจงว่าจะยังไม่จบในสัปดาห์นี้ ทรัมป์อ้างว่าสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายมากกว่า 5,000 จุด ทำลายกองทัพเรือและกองทัพอากาศอิหร่าน รวมถึงฐานยิงขีปนาวุธ 80-90% ขีดความสามารถด้านโดรนของอิหร่านลดลงอย่างมาก และโรงงานผลิตกำลังถูกโจมตี แม้จะประสบความสำเร็จ เขาบอกสมาชิกสภาคองเกรสพรรครีพับลิกันว่าสหรัฐฯ "ยังชนะไม่พอ" และต้องการ "ชัยชนะเด็ดขาด" ทรัมป์ยืนยันว่าทหารอเมริกันเสียชีวิตในการรบแล้ว 7 นาย และบอกว่าครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตเรียกร้องให้เขา "ทำภารกิจให้จบ" ทรัมป์และวลาดิมีร์ ปูติน พูดคุยเมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) เรื่องสงครามอิหร่านและโอกาสสันติภาพในยูเครน ไม่กี่ชั่วโมงหลังผู้นำเครมลินเตือนว่าวิกฤตพลังงานโลกคุกคามเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ในอิสราเอล กองทัพอิหร่านแถลงว่าส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและถังเชื้อเพลิงของอิสราเอลในเมืองไฮฟา ตามรายงานของสำนักข่าว Tasnim กองทัพอิสราเอลระบุว่าตรวจพบการยิงขีปนาวุธจากอิหร่านมายังอิสราเอลและกำลังดำเนินการสกัด ทรัมป์ชื่นชมความร่วมมือของ 2 ชาติ โดยกล่าวว่ากำลัง "บดขยี้ศัตรู" ร่วมกัน เขายังอ้างว่าอิหร่านเตรียมโจมตีอิสราเอลและจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หากมี เจ้าหน้าที่รถพยาบาลรายงานว่าชาย 1 คนเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดที่ไซต์ก่อสร้างใกล้สนามบินนานาชาติเทลอาวีฟ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านในอิสราเอลเพิ่มเป็น 11 คน สถานการณ์ในเลบานอน อิรัก และตุรกี ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนเกิน 486 คน ผู้พลัดถิ่นเกือบ 700,000 คนทั่วประเทศ จากการยิงข้ามพรมแดนระหว่างอิสราเอลกับ Hezbollah อย่างต่อเนื่อง กองกำลังอิสราเอลทิ้งระเบิดเลบานอนตอนใต้ รวมถึงพื้นที่มัจดัล คัฟร์ซาซีร์ อันซารียา และไอนาธา บาทหลวงนิกายมารอไนต์คาทอลิกชาวเลบานอน ปิแอร์ อัลราฮี ถูกรถถังอิสราเอลยิงเสียชีวิตในหมู่บ้านคริสเตียนกลาอา มีรายงานว่าเขาปฏิเสธคำสั่งอพยพบังคับของอิสราเอล หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากชายแดนอิสราเอลเพียงไม่กี่กิโลเมตร Hezbollah ยังคงยิงจรวดและขีปนาวุธ สื่ออิสราเอลรายงานว่ามีการยิงราว 30 ลูกจากเลบานอนและอิหร่านมายังอิสราเอลตอนเหนือ กองทัพซีเรียรายงานว่า Hezbollah ยิงปืนใหญ่ใส่ตำแหน่งทหารซีเรียในเมืองซาราฆายา ทางตะวันตกของดามัสกัส ตุรกีแถลงเมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของ NATO ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจากอิหร่านตกในน่านฟ้าตุรกี ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุเช่นนี้ โครงสร้างพื้นฐานและตลาดพลังงาน ปูตินกล่าวว่ารัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก พร้อมทำงานร่วมกับลูกค้ายุโรปอีกครั้งเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลก ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง  กล่าวว่าฝรั่งเศสและพันธมิตรเตรียมภารกิจเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สงครามข้ามเส้นอันตรายด้วยการโจมตีระบบน้ำที่สำคัญ ทั้ง 2 ฝ่ายกล่าวหากันว่าโจมตีโรงงานกรองน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มหลักของประเทศอ่าวเปอร์เซีย เอสเธอร์ โครเซอร์-เดลบูร์ก นักเศรษฐศาสตร์ด้านน้ำ เตือนว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยชีวิตคนเช่นนี้อาจจุดชนวนสงคราม "ที่ใหญ่กว่าสงครามที่เรามีในวันนี้มาก" การทิ้งระเบิดโรงงานน้ำมันอิหร่านดันราคาน้ำมันและก๊าซโลกพุ่งสูง รัฐมนตรีคลัง G7 ประกาศพร้อมปล่อยน้ำมันสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาด สงครามกระทบตลาดโลกอย่างหนัก บีบให้ประเทศอ่าวเปอร์เซียหยุดผลิตน้ำมันและก๊าซชั่วคราว ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูง ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงมาอยู่ที่ราว 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังทรัมป์ขู่จะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีอิหร่านหากเตหะรานสั่งหยุดการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากเพียงวันก่อน (9 มี.ค.) ราคาเกือบแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล * ข่าว * ต่างประเทศ * สงครามอิหร่าน 2026 * สงครามตะวันออกกลาง
10.03.2026 09:49 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
ฮ่องกง เล็งแก้ กม. ยกระดับความปลอดภัยป้องกันไฟไหม้ บทเรียนจากเขตไทโป ฮ่องกง เล็งแก้ กม. ยกระดับความปลอดภัยป้องกันไฟไหม้ บทเรียนจากเขตไทโป Pazzle Tue, 2026-03-10 - 15:53 บทเรียนจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หว่องฝุกคอร์ท  เขตไทโป เมื่อปลายปีที่แล้วจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ฮ่องกงเตรียมแก้กฎหมายยกระดับความปลอดภัยอาคาร ป้องกันไฟไหม้ ผอ.กรมบริการดับเพลิงของฮ่องกงเปิดเผยว่า เตรียมเสนอร่างกฎหมายมาตรการต่างๆ ในการป้องกันไฟไหม้อาคาร เช่น สัญญาณเตือนไฟไหม้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา   10 มี.ค. 2569 แอนดี ยาง ผู้อำนวยการกรมบริการดับเพลิงฮ่องกง หรือ FSD เปิดเผยว่า กำลังมีการพิจารณาเสนอร่างกฎหมายด้านความปลอดภัยในการป้องกันเพลิงไหม้ต่อสภานิติบัญญัติฮ่องกงภายในสิ้นปีนี้ หลังจากที่มีเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่หว่องฝุกคอร์ด เขตไทโป คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ร่างกฎหมายใหม่ที่หน่วยงานดับเพลิงของฮ่องกง FSD จะกำหนดให้มีมาตรการความปลอดภัยใหม่หลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการกำหนดให้อาคารจะต้องขออนุญาตจากรัฐบาลก่อนถ้าหากต้องการปิดสัญญาณเตือนไฟไหม้ เทียบกับกฎหมายในปัจจุบันที่ทางอาคารสามารถปิดสัญญาณเตือนก่อนแล้วค่อยไปแจ้งกับ FSD ทีหลังได้ ประชาชนไปวางดอกไม้ไว้อาลัยใกล้กับจุดที่เกิดไฟไหม่ที่หว่องฝุกคอร์ต ภาพจากวิกิพีเดีย นอกจากนี้ในร่างกฎหมายยังมีการกำหนดให้บริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์เป็นบริษัทกลุ่มที่ต้องรับผิดดอบในการตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้อาคาร เทียบกับกฎหมายปัจจุบันที่เจ้าของอสังหาเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบกับมาตรการป้องกันไฟไหม้ อีกทั้ง ร่างกฎหมายของ FSD ยังระบุถึงแผนการเสนอให้มีค่าปรับที่ตายตัวสำหรับการทำให้เกิดอันตรายในเหตุเพลิงไหม้ เช่น การปิดกั้นทางหนีไฟ และหน้าต่างป้องกันควันที่ชำรุดเสียหาย เหตุเพลิงไหม้หว่องฝุกคอร์ดนั้น เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่อาคารกำลังมีการปรับปรุงอาคารขนานใหญ่ ได้ทำให้เห็นปัญหาหลายด้านเรื่องความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ เช่นเรื่องสัญญาณเตือนภัยเพลิงไหม้ไม่ทำงานในทั้ง 8 อาคารทำให้ผู้อาศัยในอาคารไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเกิดเพลิงไหม้ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 168 ราย ในจำนวนนี้มีนักดับเพลิงเสียชีวิต 1 ราย นับเป็นเหตุเพลิงไหม้ในฮ่องกงครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1948 ยาง กล่าวว่า หลังจากเหตุเพลิงไหม้ที่ไท่โป ทาง FSD ก็ได้ใช้มาตรการเพิ่มความปลอดภัยป้องกันเหตุเพลิงไหม้ เช่น การจัดตั้งทีมพิเศษเพื่อตรวจสอบอาคารทุกส่วนที่อยู่ภายใต้การซ่อมแซมปรับปรุงอาคาร ภาครัฐจัดทีม 100 คน อธิบายแผนการตั้งรกรากใหม่ให้ผู้สูญเสียที่พักจากไฟไหม้ สำหรับกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อเพลิงไหม้หว่องฝุกคอร์ดจนต้องสูญเสียที่พักอาศัยนั้น ทางรัฐบาลได้จัดทีม 100 คน จากภาคส่วนต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น กรมการเคหะ, กรมแรงงานและสวัสดิการ, กรมกิจการครัวเรือนและเยาวชน, สำนักงานความมั่นคง และกรมการพัฒนา เพื่อทำการอธิบายแผนการตั้งรกรากใหม่ในระยะยาวซึ่งจะสามารถเลือกได้หลายรูปแบบ วินนี โห อธิบดีกรมการเคหะระบุว่าพวกเขาส่งทีมงานเหล่านี้ไปหาผู้ประสบภัย ไม่ใช่ไปเพื่อพยายามยัดเยียดขายอะไร แต่เป็นการไปอธิบายแผนการต่างๆ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับข้อมูลที่เพียงพอ โดยที่ทีมเหล่านี้ได้รับการ "ฝึกอบรมอย่างเข้มข้น" เพื่อให้มีความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงแผนการตั้งรกรากใหม่ที่จะอธิบายกับผู้ประสบภัยได้ เหตุเพลิงไหม้ที่ไท่โปนั้น ส่งผลให้มีผู้สูญเสียที่พักอาศัยมากกว่า 4,000 ราย ซึ่งในตอนนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวเพื่อรอที่พักพิงใหม่ หรือไม่ก็ในโฮสเทลสำหรับเยาวชน ทางรัฐบาลฮ่องกงยังเคยประกาศแผนการซื้อโฉนดที่ดินต่อจากผู้ถือกรรมสิทธิหว่องฝุกคอร์ดเป็นเงิน 6.8 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 27.5 พันล้านบาท) โดยที่จะมาจากเงินภาษีของประชาชน 4 พันล้าน (ราว 16 พันล้านบาท) และเป็นเงินที่มาจากเงินทุนช่วยเหลือเหตุหว่องฝุกคอร์ดในไท่โปอีก 2.8 พันล้าน (ราว 11 พันล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมาจากการบริจาคของภาคส่วนเอกชนและบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ตามรัฐบาลบอกว่าพวกเขาจะไม่ให้ผู้ประสบภัยมีทางเลือกในการสร้างที่พักของพวกเขาบนที่เดิม ซึ่งมีบางคนคาดหวังที่จะทำเช่นนี้   เรียบเรียงจาก Hong Kong gov’t deploys 100-strong team to explain long-term resettlement policy to Tai Po fire victims, HKFP, 02-03-2026 https://hongkongfp.com/2026/03/02/hong-kong-govt-deploys-100-strong-team-to-explain-long-term-resettlement-policy-to-tai-po-fire-victims/ Hong Kong gov’t deploys 100-strong team to explain long-term resettlement policy to Tai Po fire victims, HKFP, 02-03-2026 https://hongkongfp.com/2026/03/02/hong-kong-govt-deploys-100-strong-team-to-explain-long-term-resettlement-policy-to-tai-po-fire-victims/ * ข่าว * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * ไฟไหม้ * หว่องฝุกคอร์ด * ความปลอดภัยของอาคาร * ฮ่องกง
10.03.2026 09:04 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
กกต. รอด ศาลฎีกา 'ยกฟ้อง' คดีแจกใบส้ม 'สุรพล' ไม่ต้องจ่าย 70 ล้าน กกต. รอด ศาลฎีกา 'ยกฟ้อง' คดีแจกใบส้ม 'สุรพล' ไม่ต้องจ่าย 70 ล้าน Pazzle Tue, 2026-03-10 - 13:23     10 มี.ค. 2569 กรุงเทพธุรกิจ ศาลจังหวัดฮอด จังหวัดเชียงใหม่ นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่สุรพล เกียรติไชยากร อดีต สส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีแจงใบส้มเมื่อปี 2562 เรียกค่าเสียหายราว 70 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ตัดสินให้สุรพลชนะคดี โดยให้ กกต. จ่ายค่าเสียหายและเยียวยารวมกว่า 64 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งสิ้นกว่า 70 ล้านบาท ปรากฏว่าวันนี้ (10 มี.ค. 2569) ศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้อง กกต. ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย 70 ล้าน ให้แก่สุรพล โดยศาลฎีกาให้เหตุผลว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในการพิจารณาให้ใบส้มกับสุรพลในขณะนั้น เป็นการใช้อำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไปตามหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนั้นโดยสุจริต จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่โจทก์ โดยสุรพลได้ให้ทนายความยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา เพื่อพิจารณาคดีอีกครั้ง หลังต่อสู้มา 8 ปี ชนะมาแล้ว 2 ศาล เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ว่าที่ ส.ส.เพื่อไทยยันบริสุทธิ์ใจ ถวายปัจจัยพระ 2 พัน แต่ถูก กกต.แจกใบส้ม * 'สุรพล' อดีต ส.ส.เชียงใหม่ ชนะคดี ศาลให้กกต.ชดใช้-เยียวยา กว่า 70 ล้าน หลังแจกใบส้ม   ย้อนดูที่มาของการแจง “ใบส้ม” เมื่อปี 2562 สุรพลชนะเลือกตั้ง สส. ในพื้นที่เชียงใหม่ เขต 8 ด้วยคะแนนเสียง 52,1069 คะแนน แต่โดน กกต. แจงใบส้ม เนื่องจากมีภาพสุรพลไปถวายปัจจัยจำนวน 2,000 บาท ให้ครูบาที่วัดพระธาตุดอยพระเจ้า อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง กกต. จึงได้มีมติสั่งให้ยกเลิกการเลือกตั้ง และให้จัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตดังกล่าว แสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า กกต. ได้พิจารณาเรื่องกรณีคัดค้านการเลือกตั้ง สส. เชียงใหม่ เขต 8 กรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อ กกต. ว่า สุรพลผู้ได้รับเลือกตั้งจากพรรคเพื่อไทย ให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเอง ผิดมาตรา 73 (2) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จึงสั่งระงับสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของ สุรพล เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาหนึ่งปี ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของ สุรพล และดำเนินคดีอาญา รวมทั้งสั่งยกเลิกการเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งส.ส.เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 ใหม่   ขณะนั้นสุรพลยืนยันว่า แค่เอาปัจจัยไปถวายพระ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2562 ไปกัน 3 คนตอนเวลา 1 ทุ่มกว่าๆ ใส่ชุดนอกไป ไม่ได้ใส่เสื้อมีตัวเลขหาเสียงหรือมีโลโก้พรรค ไม่มีรถกระจายเสียง ไม่มีแผ่นพับไปแจก และไม่ใช่การหาเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ปัจจัยที่ถวายเป็นค่าเทียนพรรษา ซึ่งจะถวายเป็นปกติอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อปี 2565 ศาลจังหวัดฮอดพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ. 164/2562 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ. 23/2565 ศาลจังหวัดฮอดได้พิพากษาให้สุรพลชนะคดีดังกล่าว โดยให้ กกต. จ่ายค่าเสียหายและเยียวยา รวมกว่า 64 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งสิ้นกว่า 70 ล้านบาท แต่ต้องรอให้ กกต.จะขออุทธรณ์คดีดังกล่าวภายใน 1 เดือนหรือไม่ ถ้า กกต.ไม่อุทธรณ์ ต้องยื่นเรื่องไปยัง กกต. และกรมบัญชีกลาง ในฐานะกำกับดูแลงบประมาณ กกต. ให้ชำระค่าเสียหายและเยียวยาตามศาลสั่ง หาก กกต. ขออุทธรณ์ ต้องรอฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา วินิจฉัยคดีดังกล่าวตามลำดับ เนื่องจากศาลแพ่งได้ระบุว่า กรณี กกต. ได้วินิจฉัยให้ใบส้มแก่ สุรพล ซึ่งเป็นนักการเมืองคนแรกที่ได้รับใบส้มดังกล่าว จน กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้ ศรีนวล บุญลือ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 8 แทน สรุพล ก่อนที่ศรีนวล ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพื่อเป็น ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ สุรพล ไม่ได้กลับมาทำหน้าที่เป็น ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคฝ่ายค้านอีก   * ข่าว * การเมือง * คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) * สุรพล เกียรติไชยากร * พรรคเพื่อไทย * ใบส้ม
10.03.2026 06:30 👍 0 🔁 3 💬 0 📌 0
Preview
กลไก UN - คองเกรส - กฎหมาย ยั้งสงคราม 'สหรัฐฯ-อิหร่าน' ยาก กลไก UN - คองเกรส - กฎหมาย ยั้งสงคราม 'สหรัฐฯ-อิหร่าน' ยาก admin666 Mon, 2026-03-09 - 20:38 'ปองขวัญ' รัฐศาสตร์ มธ. ชี้ปัญหาข้อจำกัดกลไก UN และภายในสหรัฐฯ ยากที่จะหยุดสงคราม “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ขณะที่ “ทรัมป์” ยังมีช่องทางในกฎหมายให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารได้จากการไม่ประกาศสงครามและอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง-ป้องกันตัวเอง  9 มี.ค.2569 ฝ่ายสื่อสารของมหาวิทยาลัยรรมศาสตร์ เผยแพร่ความเห็นของ ดร.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ถึงประเด็นกลไกต่างๆ ทั้งในทางระหว่างประเทศและภายในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่สามารถยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ - อิหร่านที่มีอยู่ในขณะนี้ได้ ปองขวัญอธิบายว่า แม้ปัจจุบันจะมีกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาระเบียบโลกอย่างสหประชาชาติ (UN) หากแต่ในกรณีความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน กลไก UN มีบทบาทและอำนาจค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการตัดสินใจของ UN ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น การอนุญาตให้ใช้กองกำลังนานาชาติ การใช้มาตรการคว่ำบาตร หรือการกำหนดกลไกเพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจา ฯลฯ จะต้องผ่านการพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ก่อน ซึ่งสมาชิกถาวร 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหรัฐอาณาจักร และสหรัฐฯ มีอำนาจยับยั้ง (veto) มติเหล่านั้นได้ ฉะนั้น ในสถานการณ์ที่สหรัฐฯ เป็นคู่พิพาทโดยตรง จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำที่ UNSC จะผ่านมติ ที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งหรือจำกัดการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ และในทางตรงกันข้าม หากสหรัฐฯ ต้องการผลักดันวาระใดๆ เพื่อเป็นการจำกัดอำนาจของอิหร่าน ก็มีแนวโน้มที่จะถูกยับยั้งจากรัสเซียหรือจีน ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC เช่นเดียวกัน ดังนั้นทางออกเดียวที่จะยุติสงคราม หรือลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์การสู้รบลง จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสองประเทศคือสหรัฐอเมริกาและอิหร่านว่าจะใช้การเจรจา หรือดำเนินการสู้รบต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายของแต่ละฝ่าย นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปถึงกลไกภายในของสหรัฐฯ ว่า กลไกภายในของสหรัฐฯ ก็มีความเป็นไปได้ต่ำในการยับยั้งสงคราม หรือดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางการทหารของทรัมป์ เช่น ฝ่ายตุลาการอย่างศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งแม้ว่าในอดีตจะเคยเข้าแทรกแซงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสงคราม แต่ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจภายในประเทศ เช่น การยึดกิจการเอกชนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสงคราม การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในช่วงสงคราม ฯลฯ ส่วนการใช้กำลังทางทหาร ซึ่งเป็นประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจด้านนโยบายความมั่นคงของรัฐ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการมักจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปพิจารณา ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และวุฒิสภาสหรัฐฯ จะเพิ่งมีการโหวตคว่ำร่างญัตติอำนาจในการทำสงคราม (War Powers Resolution) ที่จะจำกัดอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการโจมตีในอิหร่าน แต่จริงๆ แล้วการตัดสินใจใช้กำลังทางการทหารยังคงขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ การโหวตรับหรือคว่ำร่างดังกล่าวจึงไม่มีนัยยะโดยตรงต่อการลดระดับความตึงเครียด ความรุนแรงของสถานการณ์ หรือระยะเวลาของความขัดแย้ง อีกทั้งในทางปฏิบัติยังมีช่องทางให้ทรัมป์ดำเนินปฏิบัติการทางการทหารได้ โดยเฉพาะเมื่ออ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรือการป้องกันตัวเอง แต่ในระยะยาว สภาคองเกรสอาจมีอิทธิพลต่อทิศทางของปฏิบัติการทางการทหารผ่านกลไกการจัดสรรงบประมาณ สำหรับ War Powers Resolution เป็นผลโดยตรงจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางทหารของฝ่ายบริหารในช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะกรณีการส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปยังประเทศต่างๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ทำให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายฉบับนี้ในปี 1973 เพื่อเพิ่มบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการใช้กำลังทางทหารของประธานาธิบดี โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่าประธานาธิบดีสามารถตัดสินใจใช้กำลังทหารได้ แต่ต้องแจ้งต่อสภาคองเกรสภายในเวลา 48 ชั่วโมงหลังการเริ่มปฏิบัติการ ทั้งนี้ หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติการใช้กำลังดังกล่าวหรือประกาศสงคราม ประธานาธิบดีจะมีเวลา 60 วัน และอาจขยายได้อีก 30 วัน ในการถอนกำลังออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติประธานาธิบดีมักมีช่องทางตีความกฎหมายดังกล่าวเพื่อดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป เช่น ในกรณีของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่มีการแทรกแซงทางการทหารในลิเบียในปี 2011 โดยฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นภารกิจด้านข่าวกรอง สอดแนม และสนับสนุนทางการทหารเท่านั้น โดยไม่มีการส่งกองกำลังทางบนเข้าไป จึงไม่ถือว่าเป็นการส่งกำลังรบเข้าสู่สงครามตามความหมายของกฎหมาย “อำนาจการใช้กำลังทางทหารเป็นประเด็นที่มีการคัดง้างกันระหว่างประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด กับอำนาจการประกาศสงครามที่เป็นอำนาจของสภาคองเกรส ซึ่งสหรัฐฯ ใช้อำนาจนี้อย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1942 เพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การไม่ได้ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทางการทหารเสมอไป เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ยังดำเนินปฏิบัติการทางการทหารในหลายประเทศทั่วโลกโดยไม่ได้ประกาศสงครามผ่านสภาคองเกรส เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ มีกองทัพประจำการขนาดใหญ่ ทำให้ประธานาธิบดีอนุมัติปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของสภาคองเกรส” ดร.ปองขวัญ กล่าว * ข่าว * ต่างประเทศ * ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ * อิหร่าน * สหรัฐอเมริกา * War Powers Resolution * สภาคองเกรส
09.03.2026 14:22 👍 1 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
‘แหวน’ อัพเดตอาการป่วย ‘เอกชัย’ ยังปวดช่องท้อง - รองอธิบดีฯ เยี่ยม บอกเห็นเดินได้ถือว่ายังไม่วิกฤติ ‘แหวน’ อัพเดตอาการป่วย ‘เอกชัย’ ยังปวดช่องท้อง - รองอธิบดีฯ เยี่ยม บอกเห็นเดินได้ถือว่ายังไม่วิกฤติ admin666 Mon, 2026-03-09 - 18:54 'แหวน' พยาบาลอาสาเผยอาการป่วยของ 'เอกชัย' ผู้ต้องขังคดีการเมือง ยังมีอาการปวดท้องหน่วง โดยวันนี้รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์เข้าเยี่ยมในเรือนจำบอกว่ายังเห็นเดินหลังตรงตาไม่เหลืองยังไม่ถือว่าวิกฤติ 9 มี.ค.256 เมื่อเวลา 12.00 น. ณัฎฐธิดา มีวังปลา หรือแหวน พยาบาลอาสา โพสต์สเตตัสเฟซบุ๊กหลังเยี่ยมเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 ในเรือนจำคลองเปรม และได้อัพเดตอาการป่วยของเอกชัย หลังจากเมื่อศุกร์ที่แล้วทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่าเอกชัยปวดท้องรุนแรงบริเวณตับที่เคยผ่าตัดรักษาดูดฝีเมื่อปี 2566 และมีอาการต่อมลูกหมากโตของทางเรือนจำส่งตัวรักษาเร่งด่วน เรื่องที่เกี่ยวข้อง * เส้นทางคนธรรมดา 'เอกชัย หงส์กังวาน' ความเจ็บป่วย รอรักษา ในจักรวาลนักโทษ ณัฎฐธิดาระบุว่า ณ วันนี้ เอกชัยยังไม่ได้รับการรักษาใดๆ และ - วันนี้มีอาการปวดท้องตรงชายโคลงข้างขวา ปวดหน่วง - ทานยา รักษาต่อมลูกหมากโตครบโดส 90 วัน - ยังไม่ได้เจาะเลือดตรวจหาเชื้อ - โรคฝีดาษลิง กำลังระบาด หนักใน เรือนจำ - ค่า ตับเดิม เมื่อ 21/12/66 ที่116 U/L ยังไม่มีการตรวจครั้งใหม่ - เช้านี้เอกชัยแจ้งว่า มีรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ (รองฯยุทธนา ) เข้าเยี่ยมเอกชัยที่สถานพยาบาล ( ซึ่งเป็นสถานพยาบาลภายในเรือนจำ ไม่ใช่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ) สอบถามอาการป่วยและชี้แจงเรื่องอาการป่วยเอกชัยว่าเห็นเดินมาก็หลังตรง ทรงตัวได้ดีตัวไม่งอตาไม่เหลือง ถือว่ายังไม่เป็นผู้ป่วยวิกฤต "ถามท่านรองฯ ยุทธนาเพิ่มเติมค่ะท่านรองท่านสามารถสแกนภายในด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนขนาดนั้นเลยเหรอคะ โดยที่ไม่ต้องอ่านผลเลือดหรือผลอุลตร้าซาวด์ใดๆ เลยหรือ ดังนั้นเอกชัยจึงยังไม่ใช่ผู้ป่วยวิกฤตตามที่ท่านมองด้วยตาเปล่าใช่หรือไม่" ณัฎฐธิดาระบุ * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * เอกชัย หงส์กังวาน * เรือนจำคลองเปรม * ณัฎฐธิดา มีวังปลา
09.03.2026 12:16 👍 1 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
อิหร่านแต่งตั้ง 'มอจตาบา คาเมเนอี' เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่สืบทอดตำแหน่งจากบิดา อิหร่านแต่งตั้ง 'มอจตาบา คาเมเนอี' เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่สืบทอดตำแหน่งจากบิดา auser15 Mon, 2026-03-09 - 17:28 สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านประกาศแต่งตั้ง มอจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ หลังบิดาถูกสังหารช่วงต้นสงคราม ท่ามกลางการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ยังดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 10 ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิจารณ์การสืบทอดอำนาจครั้งนี้ว่า “ยอมรับไม่ได้” และอิสราเอลจัดให้ผู้นำคนใหม่ของอิหร่านเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่อาจถูกโจมตี มอจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) | ภาพจาก: Mahmoud Hosseini (CC 4.0) 9 มีนาคม 2026 เว็บไซต์ Euronews รายงานว่า ทางการอิหร่านประกาศเมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) ว่ามอจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) บุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเข้าสู่วันที่ 10 และยังถล่มกรุงเตหะรานอย่างต่อเนื่อง สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านเลือกนักบวชวัย 56 ปีที่ไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะ แต่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นกำลังหลักในการตอบโต้สงครามครั้งนี้ และประกาศจะล้างแค้นให้การเสียชีวิตของอาลี คาเมเนอี ที่ถูกสังหารเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในการโจมตีระลอกแรกของสงคราม คาเมเนอีคนน้องไม่ปรากฏตัวหรือแสดงท่าทีต่อสาธารณะเลยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น เขาเป็นตัวเต็งสำหรับตำแหน่งนี้มานานก่อนที่บิดาจะถูกสังหาร ทั้งที่ไม่เคยได้รับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งในรัฐบาลมาก่อน เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ใครปกครองอิหร่าน ใครจะเป็นผู้สืบทอด หลังผู้นำสูงสุดถูกลอบสังหาร?  มีเสียงคัดค้านเกิดขึ้นบ้าง หลายคนไม่เห็นด้วยกับการส่งมอบตำแหน่งผู้นำสูงสุดตามสายเลือด เพราะมองว่าเท่ากับสร้างระบอบกษัตริย์ในคราบนักบวช ซึ่งไม่ต่างจากระบอบกษัตริย์ชาห์ที่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 โค่นล้มไป อย่างไรก็ตาม สภาผู้เชี่ยวชาญซึ่งประกอบด้วยผู้นำศาสนาระดับสูง น่าจะต้องการให้คาเมเนอีคนน้องเป็นผู้นำการสู้รบ เขาถูกมองว่ามีแนวคิดสายแข็งยิ่งกว่าบิดา และตอนนี้จะเป็นผู้บัญชาการกองทัพและตัดสินใจเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน แม้สถานที่นิวเคลียร์หลักของอิหร่านอย่างฟอร์โดว์ อิสฟาฮาน และนาทานซ์ จะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทรัมป์อ้างว่า "ทำลายจนราบ" แต่เตหะรานยังมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่มีรายงานว่าถูกย้ายไปก่อนการโจมตีของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะนี้อยู่ห่างจากระดับที่ใช้ทำอาวุธเพียงขั้นตอนทางเทคนิคสั้นๆ มอจตาบา คาเมเนอีอาจเลือกทำในสิ่งที่บิดาไม่เคยทำ นั่นคือเดินหน้าสร้างระเบิดนิวเคลียร์ อิสราเอลจัดให้เขาเป็นเป้าหมายที่อาจถูกโจมตี ขณะที่ทรัมป์วิจารณ์การขึ้นสู่อำนาจของเขา "ลูกชายคาเมเนอีเป็นสิ่งที่ผมยอมรับไม่ได้" ทรัมป์กล่าว "เราต้องการคนที่จะนำความสามัคคีและสันติภาพมาสู่อิหร่าน" ทรัมป์ให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ว่าต้องการมีส่วนกำหนดว่าใครจะขึ้นสู่อำนาจเมื่อสงครามสิ้นสุด เขาเตือนว่าผู้นำคนใหม่ที่ถูกเลือกโดยไม่ปรึกษาวอชิงตัน "จะอยู่ได้ไม่นาน" อย่างไรก็ตาม IRGC ออกแถลงการณ์สนับสนุน Hezbollah กลุ่มติดอาวุธในเลบานอนที่อิหร่านหนุนหลังก็แสดงการสนับสนุนเช่นกัน อาลี ลาริจานี เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน กล่าวกับโทรทัศน์ของรัฐว่าชื่นชมสภาผู้เชี่ยวชาญที่ประชุมอย่าง "กล้าหาญ" แม้การโจมตีทางอากาศยังดำเนินอยู่ในเตหะราน เขาบอกว่าคาเมเนอีคนน้องได้รับการฝึกจากบิดาและ "สามารถรับมือสถานการณ์นี้ได้" เขายังได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาระดับสูง รวมถึงโมฮัมมัด-บาเกร์ กาลีบาฟ (Mohammad-Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภา ที่โพสต์บน X เมื่อวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) แสดงความยินดีกับมอจตาบา คาเมเนอี และชื่นชมการตัดสินใจแต่งตั้ง สถานการณ์อื่น ๆ ประจำวันที่ 9 มีนาคม 2026 มีรายงานว่า  เมื่อเช้าตรู่มีรายงานการระเบิดหลายจุดในบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ การโจมตีด้วยโดรนอิหร่านใกล้กรุงมานามาทำให้พลเรือนบาห์เรนบาดเจ็บอย่างน้อย 32 คน โดย 4 คนอาการหนัก ซาอุดีอาระเบียแถลงว่ากองกำลังทำลายโดรน 4 ลำที่มุ่งเป้าไปยังแหล่งน้ำมันชัยบาห์ได้สำเร็จ อิหร่านยังคงยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล มีรายงานว่าอย่างน้อย 1 ลูกบรรจุหัวรบลูกระเบิดพวง ด้าน Human Rights Watch กล่าวหาว่าอิสราเอลใช้ฟอสฟอรัสขาวโจมตีเมืองโยห์มอร์ในเลบานอนตอนใต้ * ข่าว * ต่างประเทศ * มอจตาบา คาเมเนอี * อิหร่าน * สงครามอิหร่าน 2026 * สงครามตะวันออกกลาง
09.03.2026 10:33 👍 1 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกคดีม.112 ‘ฟ้า พรหมศร’ 2 ปี 10 เดือน รอศาลฎีกาพิจารณาประกัน ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกคดีม.112 ‘ฟ้า พรหมศร’ 2 ปี 10 เดือน รอศาลฎีกาพิจารณาประกัน admin666 Mon, 2026-03-09 - 17:22 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุก 'ฟ้า พรหมศร' คดีมาตรา 112 2 ปี 10 เดือน ไม่รอลงโทษ ชุมนุมเรียกร้องปล่อยตัวนักกิจกรรม สภ.คลองหลวงเมื่อ ม.ค.64 ศาลยกเเหตุเรื่องร้ายแรงและทำผิดหลายคดี 9 มี.ค.2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ที่ศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีมาตรา 112 ของพรหมศร วีระธรรมจารี หรือ 'ฟ้า' จากกิจกรรมชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรม สิริชัย นาถึง หรือ นิว เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 ที่หน้า สภ.คลองหลวง นอกจากข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แล้ว อัยการสั่งฟ้องข้อหาอื่นๆ ร่วมด้วยได้แก่ ร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ,  ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้า, ทำให้เสียทรัพย์, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ศูนย์ทนายความฯ ระบุว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และจำเลยได้กระทำผิดเช่นนี้หลายคดี จึงเห็นว่าไม่มีเหตุให้สมควรรอการลงโทษ แต่แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องในส่วนข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกไม่ได้ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงต่อเจ้าพนักงาน หลังศาลอ่านคำพิพากษา ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวระหว่างรอยื่นฎีกา อย่างไรก็ตาม คำร้องถูกส่งต่อให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาว่าต่อว่าจะให้ประกันหรือไม่ คาดจะทราบผลภายใน  2-3 วัน คดีนี้พรหมศรถูกดำเนินคดีรวมกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมคนอื่นๆ รวม 12 คน โดยมี 7 คนที่อัยการฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112  จากกิจกรรมเดียวกัน โดพวกเขาถูกกล่าวหาว่า ปาอาหารหมาใส่พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ที่อยู่เหนือป้าย สภ.คลองหลวง แต่ในนัดสอบคำให้การจำเลยเมื่อวันที่ 27 ม.ค.2568 พรหมศรขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพแทน ศาลจึงแยกคดีของพรหมศรให้อัยการฟ้องเป็นอีกคดี และนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อ 3 มี.ค.2568 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษพรหมศรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, มาตรา 136, มาตรา 215 วรรคสาม, มาตรา 358, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเรียงตามกระทงความผิด * ฐานร่วมกันชุมนุมและจัดให้มีการชุมนุมที่มีการรวมคนในลักษณะแออัดเสี่ยงต่อการแพร่โรค และฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ เป็นการกระทำเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันชุมนุมในลักษณะแออัดเสี่ยงต่อการแพร่โรค ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 เดือน * ฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่ง, ฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องเสียงและฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี * ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานร่วมกับฐานพ่นสีคำด่า สร้างความสกปรก เป็นการกระทำเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน * ฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จำคุก 4 ปี โทษจำคุกตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษารวมแล้ว 5 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุให้ลดโทษตามกฎหมาย ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 10 เดือน พิเคราะห์แล้วไม่มีเหตุให้รอการลงโทษจำเลย ให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุก * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * มาตรา 112 * พรหมศร วีระธรรมจารี * ศาลธัญบุรี * ศาลอุทธรณ์ * สิทธิประกันตัว
09.03.2026 10:33 👍 0 🔁 2 💬 0 📌 0
Preview
นิสิตจุฬาฯ ล้อผู้บริหาร ตระเวน ‘ขอโทษ’ รอบมหา’ลัย ปมทางเท้า ทุบสกาล่า นิสิตจุฬาฯ ล้อผู้บริหาร ตระเวน ‘ขอโทษ’ รอบมหา’ลัย ปมทางเท้า ทุบสกาล่า ภาพจาก คณะจุฬาฯ admin666 Mon, 2026-03-09 - 14:50 เมื่อวานนี้ (8 มี.ค.2569) กลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตระเวนไปตามจุดต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้ป้ายสแตนดี้และหน้ากากที่มีใบหน้าคล้ายผู้บริหารมหาวิทยาลัยและผู้บริหารสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) เพื่อ “ขอโทษ” ต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่มหาวิทยาลัย นิสิตผู้ร่วมกิจกรรมสวมหน้ากากและถ่ายภาพเชิงสัญลักษณ์ตามจุดที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย โครงสร้างขั้นพื้นฐาน และการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ เช่น บริเวณสามแยกซอยจุฬาฯ 9 ติดอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ -โครงการหมอน 33 ซึ่งไม่มีทางเท้าที่ปลอดภัย พื้นที่หน้าหอพักนิสิต สะท้อนการขาดแคลนหอพักที่เข้าถึงได้ และทางข้ามถนนบริเวณข้างหอพักนิสิต ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเสี่ยงต่อผู้สัญจรโดยเฉพาะผู้ที่เดินเท้าและต้องใช้รถเข็น กิจกรรมดังกล่าวต้องการสะท้อนปัญหาทางเท้าที่ไม่ต่อเนื่อง การออกแบบพื้นที่ที่ไม่เอื้อต่อการเดิน และความปลอดภัยของนิสิตและประชาชนที่ใช้พื้นที่ในรั้วและรอบรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยพัฒนาทางเท้าที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และเป็นมิตรต่อผู้ใช้ทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมยังแสดงออกเชิงสัญลักษณ์พาดพิงถึงกรณีการรื้อถอนโรงภาพยนตร์สกาล่า ซึ่งปัจจุบันถูกทุบเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มเซ็นทรัลฯ ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย โดยมีการนำประเด็นดังกล่าวมาเสียดสีผ่านข้อความต่างๆ ประกอบท่าทางเชิงสัญลักษณ์ระหว่างการถ่ายภาพในกิจกรรม การเคลื่อนไหวครั้งนี้ นิสิตต้องการสะท้อนเสียงเรียกร้องและข้อเสนอแนะต่างๆ ตั้งแต่ในอดีต เพื่อให้มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับคุณค่าของพื้นที่สาธารณะ ความปลอดภัย และการพัฒนาเมืองทั้งในและรอบมหาวิทยาลัยโดยคำนึงถึงผู้ใช้พื้นที่เป็นสำคัญ     * ข่าว * คุณภาพชีวิต * คณะจุฬาฯ * จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย * สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย * PMCU * อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ
09.03.2026 08:05 👍 0 🔁 0 💬 0 📌 0
Preview
'หมอหม่อง-ชาวเชียงใหม่' ชูป้ายหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ เรียกร้องยุติสงครามกับอิหร่าน 'หมอหม่อง-ชาวเชียงใหม่' ชูป้ายหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ เรียกร้องยุติสงครามกับอิหร่าน ภาพปกจาก Lanner Pazzle Mon, 2026-03-09 - 14:12 “หมอหม่อง” พร้อมชาวเชียงใหม่อีกจำนวนหนึ่ง นั่งชูป้ายข้อความไม่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ หน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำเชียงใหม่ แถลงเรียกร้องสันติภาพล ระบุ สหรัฐฯ ที่ละทิ้งกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หลักนิติธรรม และความรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อโลก ไม่ใช่สหรัฐฯ ที่โลกรู้จัก ขอประชาชนชาวอเมริกันร่วมส่งเสียงเพื่อเปลี่ยนแปลง โลกกำลังเฝ้ามองอยู่ด้วยความหวังว่าประชาชนชาวอเมริกันจะช่วยนำพาประเทศของตนกลับสู่เส้นทางแห่งสันติภาพอีกครั้ง   9 มี.ค. 2569 วานนี้ (8 มี.ค. 2569) เวลา 17.00 น. นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือหมอหม่อง อดีตอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และยังเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เดินทางไปยังหน้าสถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ประจำเชียงใหม่ เพื่อชูป้ายข้อความไม่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ โดยได้มีชาวเชียงใหม่อีกจำนวนหนึ่งเดินทางมาร่วมชูป้ายด้วย หมอหม่องได้อ่านแถลงการณ์เพื่อสันติภาพและความรับผิดชอบระบุ เราขอประณามสิ่งที่รัสเซียได้กระทำต่อยูเครน เราขอประณามสิ่งที่ระบอบเผด็จการอิหร่านได้กระทำต่อประชาชนของตนเอง แต่ในวันนี้ เราจำเป็นต้องประณามสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกากำลังทำอยู่เช่นกัน ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความตกตะลึงอย่างยิ่งต่อผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เหตุการณ์แรก คือการทิ้งระเบิดใส่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในอิหร่าน ซึ่งคร่าชีวิตเด็กนักเรียนประมาณ 150 คน และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์ที่สอง คือการโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ต่อเรือฟริเกตของอิหร่าน ซึ่งกำลังเดินทางกลับจากการฝึกทางทะเลในอินเดีย โดยมีรายงานว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในน่านน้ำสากล การโจมตีครั้งนั้นทำให้เรือลำดังกล่าวจมลง ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิตมากกว่า 80 นาย และผู้ที่รอดชีวิตซึ่งถูกปล่อยลอยคออยู่กลางทะเลก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ภาพจาก Lanner แม้เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของสงคราม แต่โลกย่อมคาดหวังบางสิ่งพื้นฐานจากประเทศที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าตนยืนหยัดอยู่บนหลักนิติธรรม เราคาดหวังการยอมรับข้อเท็จจริง เราคาดหวังความรับผิดชอบ และเราคาดหวังคำขอโทษ การที่โศกนาฏกรรมของมนุษย์เช่นนี้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเหมาะสม เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องพลเรือน เพื่อลดความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็น และเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้ในยามสงคราม หากหลักการเหล่านี้ถูกเพิกเฉย ความน่าเชื่อถือของระเบียบโลกก็จะถูกบั่นทอนลง สำหรับพวกเราหลายคน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ใช่อเมริกาที่เราเคยชื่นชม ประเทศที่แม้จะมีข้อผิดพลาด แต่ก็พยายามยึดถือหลักนิติธรรม และความรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อโลก เมื่อประเทศที่ทรงอำนาจละทิ้งหลักการเหล่านี้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสนามรบแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่จะทำให้ความไว้วางใจสั่นคลอน บรรทัดฐานระหว่างประเทศอ่อนแอลง และสันติภาพของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง ต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เราขอกล่าวอย่างชัดเจนว่า สงครามที่ปราศจากความรับผิดชอบนั้นไม่อาจยอมรับได้ การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมไม่อาจถูกเพิกเฉยได้ แต่ต่อประชาชนชาวอเมริกัน เรามีข้อความอีกแบบหนึ่ง เมื่อเราวิพากษ์วิจารณ์อเมริกา เรากำลังพูดถึงการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ใช่ตัวประชาชนชาวอเมริกันเอง อเมริกาเป็นประเทศที่หลากหลาย เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความเมตตา มีความคิดลึกซึ้ง มีความกล้าหาญ และเชื่อมั่นอย่างแท้จริงในความยุติธรรมและสันติภาพ ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นหลายครั้งแล้วว่า เมื่อประชาชนชาวอเมริกันลุกขึ้นส่งเสียง ประเทศของพวกเขาก็สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ หากพวกท่านจำนวนมากรู้สึกไม่สบายใจกับทิศทางที่ผู้นำของท่านกำลังพาไป เสียงของพวกท่านยิ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคย ประชาธิปไตยไม่ได้ให้เพียงสิทธิในการตั้งคำถามต่อรัฐบาล แต่ยังให้ความรับผิดชอบแก่ประชาชนในการเรียกร้องเส้นทางที่ดีกว่า โลกกำลังเฝ้ามองอยู่ ไม่ใช่ด้วยความเป็นศัตรู แต่ด้วยความหวัง ความหวังว่าประชาชนชาวอเมริกันจะช่วยนำพาประเทศของตน กลับสู่เส้นทางแห่งปัญญา ความยับยั้งชั่งใจ ความรับผิดชอบ และสันติภาพอีกครั้ง * ข่าว * การเมือง * ต่างประเทศ * รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ * เชียงใหม่ * สถานกงสุลสหรัฐอเมริกา * สงคราม
09.03.2026 07:20 👍 1 🔁 0 💬 0 📌 0